โรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ – สาเหตุ การป้องกัน และการดูแลผู้ป่วย
โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นโรคที่ความแข็งแรงและความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง สามารถเกิดได้กับกระดูกทั่วทั้งร่างกาย ทำให้กระดูกมีความเปราะบาง เกิดความเสี่ยงที่จะกระดูกหัก บาดเจ็บได้ง่าย โรคกระดูกพรุนถือเป็นภัยร้ายของผู้สูงอายุ เนื่องจากอาจเป็นสาเหตุของอาการทุพพลภาพที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน มักเกิดกับสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ชายอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
สำหรับผู้สูงอายุโรคกระดูกพรุน ถือเป็นโรคที่มีความอันตรายสูง เพราะหนึ่งในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ ภาวะกระดูกข้อสะโพกหักจากกระดูกพรุนที่ทำให้ผู้สูงอายุทุพพลภาพ เนื่องจากการรักษากระดูกที่หักให้กลับมาติดกันได้ยาก ยังอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตด้วยภาวะแทรกซ้อน ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 1-2 ปีหลังจากทุพพลภาพเลยทีเดียว ดังนั้นที่อายุวัฒน์เราเชื่อว่าการศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน ทั้งปัจจัยสาเหตุ การป้องกัน และการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ด้วยความเข้าใจ เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน
- อายุ: อายุเพิ่มขึ้น ทำให้มวลกระดูกลดลงตามวัย
- เพศ: ผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้กระดูกสูญเสียแคลเซียมได้ง่ายกว่าเพศชาย
- การขาดสารอาหาร: ขาดแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีน
- การใช้ยาบางชนิด: เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลดกรดบางชนิด
- การขาดการออกกำลังกาย: การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูก โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่มีแรงกระทำต่อกระดูก เช่น เดินหรือยกน้ำหนัก
- โรคบางชนิด: เช่น โรคไทรอยด์ โรคตับ โรคไต
- พันธุกรรม: หากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน อาจมีโอกาสเป็นมากขึ้น
อาการของโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนมักไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่ออาการรุนแรงขึ้น อาจพบสัญญาณเหล่านี้ เช่น
- ปวดหลังเรื้อรัง เนื่องจากกระดูกสันหลังยุบตัว
- ตัวเตี้ยลง หรือหลังค่อม โดยเฉพาะการเตี้ยลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ส่วนสูงลดลง ≥ 4 ซม. เทียบกับส่วนสูงมากที่สุด หรือ ลดลง ≥ 2 ซม. เทียบกับที่วัดสถานที่เดิมที่มาตรฐานสองครั้ง
- กระดูกหักง่าย แม้เพียงหกล้มเบา ๆ หรือยกของหนัก
- กระดูกสันหลังยุบตัว ทำให้เกิดอาการปวดและเคลื่อนไหวลำบาก
หากมีอาการเหล่านี้ และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรรีบพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัย และการรักษาเพื่อการป้องกันอย่างถูกวิธี
การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน
การรักษาและการดูแลผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีทั้งแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา ได้แก่
- การให้ยาช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูก เช่น Bisphosphonates ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสลายกระดูก ช่วยลดความเสี่ยงต่อกระดูกสันหลังหักยุบ และกระดูกสะโพกหักได้
- การให้ฮอร์โมนบำบัดในสตรีวัยหมดประจำเดือน เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน, SWEMs (selective estrogen receptor modulators) หรือแคสซิโนติน (Calcitonin)
- การให้อาหารเสริมแคลเซียมและวิตามินดี
- การทำกายภาพบำบัด เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม
หรืออาจมีการรักษาเพิ่มเติมโดยการผ่าตัด ในกรณีที่ต้องรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากภาวะกระดูกหัก เช่น การฉีดซีเมนต์ที่กระดูกสันหลัง หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในรายที่กระดูกสะโพกหัก เป็นต้น
การป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
แน่นอนว่าการป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าแก้ ดังนั้นคุณสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนทั้งของตัวคุณเองและคนที่คุณรักได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เหล่านี้:
- บริโภคแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอ
ผู้สูงอายุควรได้รับ แคลเซียมวันละ 1,000-1,200 มก. จากแหล่งอาหาร เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว เช่น คะน้า และบรอกโคลี และรับวิตามินดีจากแสงแดดช่วงเช้า หรืออาหาร เช่น ไข่แดง และปลาแซลมอน
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างมวลกระดูก เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ ๆ การฝึกกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ หรือยกน้ำหนักเบา ๆ
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้กระดูกเสื่อมเร็ว
เช่น งดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์ ลดการดื่มกาแฟและน้ำอัดลม เพราะอาจลดการดูดซึมแคลเซียม
- ป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ
ติดราวจับในห้องน้ำและบริเวณที่มีพื้นลื่น จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ลดสิ่งกีดขวางที่อาจทำให้สะดุดล้ม ใส่รองเท้าที่มีพื้นกันลื่น
- ตรวจสุขภาพกระดูกเป็นประจำ
ผู้สูงอายุควรตรวจ ความหนาแน่นของมวลกระดูก (BMD Test) เพื่อประเมินความเสี่ยง และปรึกษาแพทย์หากมีความเสี่ยงสูง และอาจพิจารณาการใช้ยาที่ช่วยป้องกันกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนเป็นภัยเงียบที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย แต่สามารถป้องกันได้ ด้วยโภชนาการที่ดี การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ หากมีผู้สูงอายุในครอบครัวที่มีภาวะกระดูกพรุน หรือเสี่ยงต่อการหกล้ม ควรดูแลอย่างใกล้ชิด และพิจารณาบริการดูแลผู้สูงอายุจากศูนย์ดูแลที่มีทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทาง เช่น อายุวัฒน์ เนอร์สซิ่ง โฮม พระราม 2 เพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น

