การให้อาหารทางสายยาง (Tube Feeding) เป็นวิธีการให้อาหารแก่ผู้ที่ไม่สามารถกลืนอาหารได้เอง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารและพลังงานที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ป่วยในระยะพักฟื้นที่มีภาวะกลืนลำบาก การดูแลผู้ป่วยที่ต้องได้รับอาหารผ่านสายยางจำเป็นต้องมีความรู้และเทคนิคที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารครบถ้วน ปลอดภัย และลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้อาหารทางสายยาง

โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้อาหารทางสายยางมักอยู่ในภาวะเหล่านี้:

  • มีปัญหาในการกลืน (Dysphagia):
    • ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่มีภาวะกลืนลำบาก
    • ผู้ป่วยโรคทางสมองและระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) หรือโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ในระยะท้าย
    • ผู้ป่วยที่มีปัญหาจากเนื้องอกบริเวณศีรษะและลำคอ หรือหลังการผ่าตัดบริเวณดังกล่าว
    • ผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บที่สมองหรือไขสันหลัง
  • ไม่รู้สึกตัวหรือไม่สามารถให้ความร่วมมือในการรับประทานอาหาร:
    • ผู้ป่วยโคม่า
    • ผู้ป่วยที่มีภาวะสับสนรุนแรง หรือมีภาวะสมองเสื่อมระยะรุนแรง
    • ผู้ป่วยที่มีอาการป่วยหนักในห้องไอซียู
  • มีภาวะขาดสารอาหารรุนแรง หรือเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร:
    • ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้นานเกิน 3-7 วัน และมีภาวะทุพโภชนาการ
    • ผู้ป่วยที่มีความต้องการสารอาหารสูง แต่ไม่สามารถรับประทานได้เพียงพอ เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นหลังการผ่าตัดใหญ่ หรือผู้ป่วยไฟไหม้
  • มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร:
    • ผู้ป่วยที่มีการอุดกั้นในทางเดินอาหารส่วนต้น
    • ผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้ล้มเหลวบางส่วน
    • ผู้ป่วยที่มีรูรั่วในกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร (ในบางกรณีที่แพทย์พิจารณา)
    • ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดทางเดินอาหารบางชนิด เพื่อให้ลำไส้ได้พักและลดการติดเชื้อ

ขั้นตอนการให้อาหารทางสายยาง

  1. ล้างมือให้สะอาด และเช็ดมือให้แห้งก่อนการให้อาหาร เพื่อป้องกันการเจือปนของเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ลงไปในอาหารของผู้ป่วย
  2. จัดท่าศีรษะสูงให้ผู้ป่วย โดยอยู่ในท่านั่งหรือถ้ากึ่งนั่ง
  3. ตรวจเช็กดูก่อนว่าผู้ป่วยมีเสมหะหรือไม่ หากมีควรดูดออกก่อนเพื่อป้องกันผู้ป่วยสำลัก
  4. ตรวจสอบว่าสายยางให้อาหารอยู่ในตำแหน่งเดิมหรือไม่
  5. ทดสอบว่ามีอาหารค้างในกระเพาะหรือไม่ ด้วยการต่อสายกับกระบอกสูบแล้วดูดอาหารออกมา
  • หากดูดอาหารได้น้อยกว่า 50 ซีซี สามารถให้อาหารได้เลย
  • แต่หากดูดอาหารได้มากกว่า 50 ซีซีให้ใส่อาหารกลับเข้าไปและรออีก 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงทำการทดสอบอีกครั้ง แต่หากพบว่าอาหารยังคงมีปริมาณมาก 50 ซีซี ให้ข้ามอาหารมื้อนั้นไป
  • หรือหากดูดออกมาแล้วไม่พบอะไร ให้ดันลมเข้าไป 5-10 ซีซี แล้วใช้ฝ่ามือแนบชายโครงด้านซ้ายของผู้ป่วย ถ้าได้ยินเสียงลมหรือสัมผัสได้ถึงลมในกระเพาะอาหารของผู้ป่วยก็สามารถให้อาหารได้ทันทีเช่นกัน

6. ให้อาหารทางสายยางโดยการ

  • ต่อกระบอกสูบหรือถุงให้อาหารเข้ากับปลายสายให้อาหาร
  • ค่อยๆ เทอาหารเหลวลงในกระบอกฉีดยา หรือถุงให้อาหาร โดยให้ยกกระบอกหรือถุงสูงกว่าตัวผู้ป่วยประมาณ 30-45 เซนติเมตร
  • ปล่อยให้อาหารไหลลงไปในสายยางอย่างช้าๆ อย่าเร่งรีบ การให้อาหารเร็วเกินไปอาจทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ ท้องอืด หรือท้องเสียได้
  • เมื่ออาหารหมด ให้เทน้ำสะอาดตามลงไปประมาณ 30-50 มล. (หรือตามคำแนะนำ) เพื่อล้างสายยางให้สะอาด ป้องกันการอุดตัน

7. ปิดจุกสายยางให้สนิท และเช็ดทำความสะอาดปลายจุกสายยางด้วยสำลีชุบน้ำหมาดๆ ทุกครั้งหลังให้อาหาร

8. ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าศีรษะสูง หรือท่านั่งต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาหารไหลย้อนกลับ ที่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการสำลักหรืออาเจียน

ข้อควรระวัง และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

  • อาการสำลักเป็นอาการแทรกซ้อนที่อันตราย เพราะอาจเกิดจากอาหารไหลย้อนเข้าสู่ปอด หากผู้ป่วยมีอาการไอ สำลัก หายใจหอบเหนื่อย ตัวเขียว ให้หยุดให้อาหารทันที จัดท่าผู้ป่วยตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง และรีบพาไปโรงพยาบาล
  • หากผู้ป่วยมีอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือท้องผูก ให้ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อปรับชนิดหรือปริมาณอาหาร ความเร็วในการให้ หรืออาจพิจารณาเรื่องยา
  • ระวังสายยางอุดตัน หากพบการอุดตันให้ลองฉีดน้ำอุ่นหรือน้ำโซดาเข้าสายยางเบาๆ หากยังอุดตัน ควรปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์ ห้ามใช้ของแข็งหรือแรงดันมากเกินไป
  • ควรเปลี่ยนสายทุก ๆ 1 เดือน
  • ควรตรวจเช็กอาหารให้อยู่ในตำแหน่งเดิม โดยอาจทำเครื่องหมายบนสายยางบริเวณที่ต้องอยู่ขอบจมูกเอาไว้
  • ระวังแผลกดทับบริเวณจมูก โดยหมั่นเปลี่ยนพลาสเตอร์เป็นประจำและตรวจสอบว่าสายยางไปกดทับบริเวณจมูกของผู้ป่วยมากไปหรือไม่

การให้อาหารทางสายยางไม่ใช่เพียงแค่การ “ป้อนอาหาร” แต่คือการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยในภาพรวม ผู้ดูแลจึงควรมีความเข้าใจทั้งด้านเทคนิคและภาวะโภชนาการ เพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยอย่างรอบด้าน ลดความเสี่ยง และเพิ่มคุณภาพชีวิตในทุกวัน ศูนย์ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ อายุวัฒน์ เนอร์สซิ่ง โฮม มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยางทั้งระยะสั้นและระยะยาว เรามีทั้งแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ และทีมสหวิชาชีพ ที่จะคอยเฝ้าระวังอาการผิดปกติ และปรับแผนโภชนาการให้เหมาะสมกับภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย โดยเน้นความปลอดภัย ความสะอาด และคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการเป็นสำคัญ