แผลกดทับเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยสมองเสื่อม หรือผู้ป่วยที่ขยับตัวเองได้น้อย

หลายครอบครัวคิดว่า ถ้าซื้อที่นอนลมแล้ว แผลกดทับจะไม่เกิดแน่นอน แต่ความจริงคือ ที่นอนลมช่วยลดแรงกดได้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้แทนการจัดท่าและการตรวจผิวหนัง

การจัดท่าที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันแผลกดทับ เพราะแผลกดทับเกิดจากแรงกดซ้ำ ๆ ต่อผิวหนังและเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก เช่น ก้นกบ ส้นเท้า สะโพก ข้อศอก หลัง ไหล่ และท้ายทอย NHS อธิบายว่าแผลกดทับมักเกิดบริเวณปุ่มกระดูก เช่น ส้นเท้า ข้อศอก สะโพก และก้นกบ โดยเฉพาะในผู้ที่เคลื่อนไหวได้น้อยหรืออยู่ท่าเดิมนาน ๆ

เป้าหมายของการจัดท่าไม่ใช่แค่ “พลิกตัวให้ครบเวลา” แต่คือการทำให้แรงกดไม่ลงจุดเดิมนานเกินไป ลดการเสียดสี ลดการไถลของร่างกาย และทำให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบายที่สุดเท่าที่ทำได้

ทำไมการจัดท่าจึงช่วยป้องกันแผลกดทับได้

เวลาผู้ป่วยนอนท่าเดิมนาน ๆ น้ำหนักตัวจะกดลงที่จุดเดิม เช่น ก้นกบ สะโพก หรือส้นเท้า ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นลดลง ถ้าแรงกดอยู่นานพอ ผิวหนังอาจเริ่มแดง เจ็บ เปลี่ยนสี ถลอก และลึกลงเป็นแผลได้

NICE แนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อแผลกดทับได้รับคำแนะนำเรื่องการเปลี่ยนท่า เพราะการ repositioning เป็นส่วนสำคัญของการป้องกันแผลกดทับ และผู้ที่ช่วยเปลี่ยนท่าควรได้รับการสอนเรื่องเทคนิคและอุปกรณ์ที่เหมาะสม ดังนั้น การจัดท่าไม่ใช่แค่หน้าที่ของพยาบาลเท่านั้น แต่เป็นทักษะสำคัญที่ญาติหรือผู้ดูแลที่บ้านควรเข้าใจด้วย

ต้องพลิกตัวบ่อยแค่ไหน

ไม่มีเวลาตายตัวที่ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน เพราะต้องดูความเสี่ยง ผิวหนัง น้ำหนักตัว โภชนาการ ความชื้น โรคประจำตัว และที่นอนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ร่วมด้วย

โดยทั่วไป NICE แนะนำให้ผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อแผลกดทับเปลี่ยนท่าอย่างน้อยทุก 6 ชั่วโมง และผู้ที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับการช่วยเปลี่ยนท่าอย่างน้อยทุก 4 ชั่วโมง ขณะที่ MedlinePlus แนะนำในบริบทผู้ป่วยที่นอนบนเตียงว่า ควรถูกขยับหรือเปลี่ยนท่าประมาณทุก 2 ชั่วโมง และตรวจผิวทุกวัน

ในทางปฏิบัติ ครอบครัวควรให้ทีมพยาบาลหรือทีมดูแลช่วยประเมินว่า ผู้ป่วยรายนี้ควรพลิกตัวถี่แค่ไหน เพราะบางคนต้องเปลี่ยนท่าถี่มาก บางคนมีความเจ็บปวดมากจนต้องปรับแผนให้เหมาะสม และบางคนในระยะท้ายมาก ๆ อาจต้องเน้นความสบายร่วมกับการลดแรงกด ไม่ใช่ปลุกพลิกตัวจนทรมานตลอดคืน

การพลิกตัวทุก 2–4 ชั่วโมงตลอดวันและกลางคืน เป็นภาระที่หนักมากสำหรับคนดูแลคนเดียว
ที่ อายุวัฒน์ มีทีมพยาบาลผลัดเวรพลิกตะแคงและตรวจผิวตามแผนตลอด 24 ชม. ช่วยแบ่งเบาครอบครัวได้

หลักสำคัญของการจัดท่าป้องกันแผลกดทับ

การจัดท่าที่ดีควรยึดหลัก 5 ข้อ

  • ไม่ให้น้ำหนักกดทับปุ่มกระดูกจุดเดิมนานเกินไป
  • ไม่ลากตัวผู้ป่วยบนเตียงจนเกิดแรงเสียดสี
  • ไม่จัดท่าให้ผู้ป่วยไถลลงเตียงจนเกิดแรงเฉือน
  • ใช้หมอนหรืออุปกรณ์รองรับเพื่อลดแรงกด
  • ตรวจผิวหนังทุกครั้งหลังจัดท่า โดยเฉพาะก้นกบ สะโพก ส้นเท้า และข้อศอก

สิ่งสำคัญคือการจัดท่าไม่ควรทำแบบรุนแรงหรือรีบเกินไป เพราะผิวผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงมักบาง เปราะ และฉีกขาดง่าย

ท่านอนหงาย ควรจัดอย่างไร

ท่านอนหงายเป็นท่าที่ใช้บ่อย แต่ก็เสี่ยงกดทับบริเวณก้นกบ ส้นเท้า สะบัก ข้อศอก และท้ายทอย ถ้าจำเป็นต้องนอนหงาย ควรจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบาย ไม่ไถลลงเตียง และลดแรงกดที่ส้นเท้า วิธีช่วยได้ เช่น

  • ใช้หมอนรองแขนเพื่อลดแรงกดบริเวณข้อศอก
  • จัดผ้าปูเตียงให้เรียบ ไม่มีรอยยับหรือของแข็งอยู่ใต้ตัว
  • รองน่องเพื่อให้ส้นเท้าลอย ไม่กดกับที่นอน
  • ตรวจท้ายทอย สะบัก ก้นกบ และส้นเท้าทุกครั้ง
  • ไม่ยกหัวเตียงสูงนานเกินความจำเป็น หากไม่มีข้อบ่งชี้ เพราะอาจทำให้ตัวไถลลงและเกิดแรงเฉือน

MedlinePlus แนะนำให้ใช้หมอนหรือโฟมรองระหว่างส่วนของร่างกายที่กดกัน และสามารถวางหมอนใต้ “น่อง” เพื่อยกส้นเท้าให้พ้นแรงกด แต่ไม่แนะนำให้วางหมอนใต้เข่าโดยตรง

ท่านอนตะแคง ควรใช้ 30 องศา มากกว่าตะแคง 90 องศา

เวลาพลิกตะแคง ผู้ดูแลบางคนมักจัดให้ผู้ป่วยตะแคงเต็ม 90 องศา แต่ท่านี้อาจทำให้แรงกดลงที่ปุ่มกระดูกสะโพกโดยตรงมากเกินไป แนวทางที่นิยมคือ ตะแคงเอียงประมาณ 30 องศา หรือ 30-degree tilt เพื่อยกก้นกบออกจากที่นอน โดยไม่ให้แรงกดไปลงสะโพกเต็ม ๆ คู่มือของ NHS อธิบายว่า 30-degree tilt ใช้เพื่อช่วยเพิ่มความสบายและลดแรงกดบริเวณเสี่ยง โดยการใช้หมอนช่วยพยุงให้ร่างกายเอียงและยกก้นออกจากที่นอน

วิธีจัดท่าตะแคงแบบง่ายคือ

  • ให้ผู้ป่วยเอียงตัวเล็กน้อย ไม่ตะแคงเต็ม 90 องศา
  • ใช้หมอนรองด้านหลังเพื่อพยุงตัว
  • ใช้หมอนคั่นระหว่างเข่าและข้อเท้า
  • ระวังไม่ให้ตาตุ่มทั้งสองข้างกดกัน
  • ตรวจสะโพก ก้นกบ และส้นเท้าหลังจัดท่า
  • ถามผู้ป่วยว่าปวดหรือชาหรือไม่ หากยังสื่อสารได้

ท่านี้เหมาะกับผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ทุกคน เช่น บางคนหายใจลำบากเมื่อเอียงตัว บางคนมีข้อจำกัดจากกระดูกสะโพกหรือแผลเดิม จึงควรปรับตามอาการจริง

การป้องกันแผลที่ส้นเท้า: ต้องให้ “ส้นเท้าลอย”

ส้นเท้าเป็นจุดที่เกิดแผลกดทับได้ง่ายมาก เพราะมีเนื้อรองรับน้อยและมักถูกกดกับที่นอนตลอดเวลา การวางหมอนรองใต้ส้นเท้าโดยตรงอาจยังทำให้ส้นเท้าถูกกดอยู่ วิธีที่เหมาะกว่าคือ รองใต้บริเวณน่อง เพื่อให้ส้นเท้าลอยพ้นที่นอน MedlinePlus แนะนำให้วางหมอนใต้บริเวณน่องเพื่อยกส้นเท้าขึ้น ลดแรงกดที่ส้นเท้า สิ่งที่ควรระวังคือ

  • ไม่ให้หมอนกดใต้เข่าโดยตรง
  • ไม่ให้ส้นเท้ากดกับปลายเตียง
  • ไม่ให้ตาตุ่มชนกันเวลานอนตะแคง
  • เปิดถุงเท้าหรืออุปกรณ์รองเท้าออกมาตรวจผิวทุกวัน
  • ถ้าส้นเท้าเริ่มแดง ม่วง หรือดำคล้ำ ควรให้พยาบาลประเมินทันที

การจัดท่านั่ง ต้องระวังก้นกบและแรงไถล

ผู้ป่วยบางคนไม่ได้อยู่บนเตียงทั้งวัน แต่อาจนั่งรถเข็น นั่งเก้าอี้ หรือนั่งพิงเตียงนาน ๆ ท่านั่งก็ทำให้เกิดแผลกดทับได้ โดยเฉพาะบริเวณก้นกบ สะโพก และปุ่มกระดูกก้น ถ้านั่งแล้วตัวไถลลง ผู้ป่วยจะเกิดแรงเฉือนบริเวณก้นกบ ทำให้ผิวชั้นลึกเสียหายได้ แม้ผิวด้านนอกยังดูไม่เปิดแผลชัดเจน ควรทำดังนี้

  • ใช้เบาะรองนั่งลดแรงกด
  • จัดให้สะโพกชิดพนักพิง
  • เท้าวางบนที่รองเท้า ไม่ลอย
  • ไม่ให้นั่งไถลลง
  • เปลี่ยนท่าหรือยกน้ำหนักจากก้นเป็นระยะ หากผู้ป่วยทำได้
  • ไม่ให้นั่งท่าเดิมนานหลายชั่วโมงโดยไม่ตรวจผิว

ถ้าผู้ป่วยมีแผลบริเวณก้นกบหรือสะโพกอยู่แล้ว ควรให้ทีมดูแลประเมินว่าให้นั่งได้นานแค่ไหน เพราะการนั่งนานอาจทำให้แผลไม่ดีขึ้นแม้ทำแผลทุกวัน

หัวเตียงควรยกสูงแค่ไหน

การยกหัวเตียงมีประโยชน์ในหลายกรณี เช่น ผู้ป่วยเสี่ยงสำลัก ให้อาหารทางสาย หายใจเหนื่อย หรือมีโรคบางอย่างที่ต้องนั่งศีรษะสูง แต่ถ้ายกหัวเตียงสูงเป็นเวลานาน ร่างกายอาจไถลลง ทำให้เกิดแรงเฉือนบริเวณก้นกบและหลังส่วนล่างได้

แนวทางด้านแผลกดทับหลายแหล่งแนะนำให้ลดการยกหัวเตียงสูงเกินความจำเป็นเพื่อลดแรงเฉือน โดยมีคำแนะนำให้คงหัวเตียงไว้ที่หรือต่ำกว่า 30 องศาเมื่อทำได้และสอดคล้องกับภาวะทางการแพทย์ของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายหรือเสี่ยงสำลัก ต้องให้ความปลอดภัยเรื่องการหายใจและการสำลักมาก่อน จึงควรปรับหัวเตียงตามแผนของแพทย์หรือพยาบาล ไม่ใช่ลดหัวเตียงเองทุกกรณี

อย่าลากตัวผู้ป่วยบนเตียง

เวลาจะเลื่อนตัวผู้ป่วยขึ้นหัวเตียง ผู้ดูแลบางคนอาจจับแขน จับผ้า หรือดึงตัวผู้ป่วยขึ้นไปบนเตียง การลากแบบนี้ทำให้เกิดแรงเสียดสีและแรงเฉือนต่อผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณก้นกบ หลัง ส้นเท้า และข้อศอก

ควรใช้ผ้ายกตัวหรือ slide sheet หากมี และควรใช้คนช่วยอย่างน้อย 2 คนในผู้ป่วยที่ช่วยตัวเองได้น้อย เพื่อลดการเสียดสีและป้องกันการบาดเจ็บทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล ถ้าไม่มีอุปกรณ์ ควรใช้วิธียกหรือพยุงมากกว่าลาก และต้องระวังสายให้อาหาร สายสวนปัสสาวะ ท่อเจาะคอ หรือสายออกซิเจนไม่ให้ถูกดึงรั้ง

หมอนรอง ควรวางตรงไหน

หมอนเป็นอุปกรณ์ง่าย ๆ ที่ช่วยลดแรงกดได้มาก ถ้าวางถูกจุด ตำแหน่งที่มักใช้หมอนช่วย ได้แก่

  • ด้านหลัง เมื่อต้องการเอียงตัว 30 องศา
  • ระหว่างเข่าและข้อเท้า เมื่อนอนตะแคง
  • ใต้แขน เพื่อลดแรงกดที่ข้อศอก
  • ใต้บริเวณน่อง เพื่อให้ส้นเท้าลอย
  • ข้างลำตัว เพื่อกันผู้ป่วยไถลหรือเอียงผิดท่า

สิ่งที่ไม่ควรทำ: ไม่ควรใช้หมอนหรือห่วงรองแบบโดนัทกดรอบแผล เพราะอาจทำให้แรงกดไปรวมที่ขอบวงและทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อแย่ลงได้

ต้องตรวจผิวหลังจัดท่าทุกครั้ง

การจัดท่าจะได้ผลก็ต่อเมื่อมีการตรวจผิวร่วมด้วย จุดที่ควรดูทุกวัน ได้แก่ ก้นกบ สะโพก ส้นเท้า ตาตุ่ม ข้อศอก ไหล่ สะบัก ท้ายทอย ใบหู และจุดที่มีสายหรืออุปกรณ์กดทับ

NICE แนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงได้รับการประเมินผิวโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึก โดยดูสีผิว ความสมบูรณ์ของผิว อุณหภูมิ ความแข็งนุ่ม ความชื้น และอาการปวดหรือไม่สบายบริเวณนั้น ถ้าเห็นรอยแดงที่กดแล้วไม่จาง รอยม่วงคล้ำ ผิวแข็ง ผิวเปิด ตุ่มน้ำ หรือผู้ป่วยเจ็บมากขึ้น ควรลดแรงกดทันทีและให้ทีมสุขภาพช่วยประเมิน

ที่นอนลมช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

ที่นอนลมหรือที่นอนลดแรงกดมีประโยชน์ในผู้ป่วยที่เสี่ยงแผลกดทับ โดย NICE ระบุว่าผู้ที่อยู่ในโรงพยาบาลหรือ care home หรือมีความเสี่ยงสูง ควรได้รับที่นอนหรืออุปกรณ์รองรับที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดแรงกด แต่ที่นอนลมไม่ได้แปลว่าจะไม่ต้องพลิกตัว ไม่ต้องดูผิว หรือไม่ต้องดูแลความชื้น

เพราะแผลกดทับเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น แรงกด ความชื้น โภชนาการ การเสียดสี การขยับตัวได้น้อย และโรคประจำตัว ดังนั้น ถึงใช้ที่นอนลมแล้ว ก็ยังต้องมีแผนจัดท่า ตรวจผิว เปลี่ยนผ้าอ้อม ดูแลอาหาร และประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

ที่นอนลมอย่างเดียวไม่พอ — ต้องมีแผนจัดท่า ตรวจผิว ดูแลความชื้นและโภชนาการควบคู่กันอย่างเป็นระบบ
อายุวัฒน์ มีทีมพยาบาลดูแลครบทุกด้าน พลิกตะแคงตามแผน ตรวจผิวตามจุดเสี่ยง และป้องกันแผลกดทับ ตลอด 24 ชม.

ตัวอย่างตารางพลิกตัวแบบง่าย

สำหรับผู้ป่วยที่นอนเตียงทั้งวัน อาจใช้ตารางหมุนเวียนท่าประมาณนี้ โดยต้องปรับตามสภาพจริงและคำแนะนำของทีมดูแล

06:00 น. — นอนหงาย พร้อมยกส้นเท้าลอย

08:00 น. — ตะแคงซ้าย 30 องศา

10:00 น. — นอนหงาย หรือปรับเป็นท่านั่งสั้น ๆ หากแพทย์อนุญาต

12:00 น. — ตะแคงขวา 30 องศา

14:00 น. — นอนหงาย ตรวจผิวและเปลี่ยนผ้าอ้อม

16:00 น. — ตะแคงซ้าย 30 องศา

18:00 น. — ตะแคงขวา หรือท่าที่ผู้ป่วยสบาย

กลางคืน — ปรับความถี่ตามความเสี่ยง ความสบาย และแผนของทีมดูแล

ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่สูตรตายตัว ผู้ป่วยบางรายอาจต้องเปลี่ยนท่าถี่กว่า หรือบางรายอาจต้องปรับเพื่อลดความเจ็บปวด หายใจสะดวก หรือป้องกันการสำลัก

สิ่งที่ไม่ควรทำ

ไม่ควรปล่อยให้นอนท่าเดียวทั้งวัน • ไม่ควรนวดแรงบริเวณรอยแดง • ไม่ควรลากตัวผู้ป่วยบนเตียง • ไม่ควรตะแคง 90 องศานานจนสะโพกรับแรงกดเต็ม • ไม่ควรให้ส้นเท้ากดกับที่นอนตลอดเวลา • ไม่ควรให้ตาตุ่มกดทับกันเวลานอนตะแคง • ไม่ควรใช้หมอนโดนัทกดรอบแผล • ไม่ควรยกหัวเตียงสูงนานโดยไม่มีเหตุจำเป็น • ไม่ควรคิดว่ามีที่นอนลมแล้วไม่ต้องพลิกตัว • และไม่ควรรอให้เป็นแผลเปิดก่อนค่อยเริ่มจัดท่า

NICE ระบุว่าไม่ควรนวดหรือถูผิวเพื่อป้องกันแผลกดทับ เพราะอาจทำให้ผิวที่เปราะบางเสียหายได้

อายุวัฒน์ ช่วยจัดท่าป้องกันแผลกดทับได้อย่างไร

Aryuwat Nursing Home และ Aryuwat Hospice & Rehab Center ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยสมองเสื่อม ผู้ป่วยให้อาหารทางสาย ผู้ป่วยเจาะคอ และผู้ป่วยที่เสี่ยงแผลกดทับ

ทีมดูแลช่วยประเมินความเสี่ยง ตรวจผิวหนังตามจุดเสี่ยง วางแผนพลิกตะแคง ใช้หมอนหรืออุปกรณ์ลดแรงกด ดูแลความชื้นจากปัสสาวะและอุจจาระ สังเกตอาการผิดปกติ และประสานทีมพยาบาลหรือแพทย์เมื่อเริ่มมีรอยแดงหรือแผลเปิด เป้าหมายคือป้องกันแผลกดทับตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะแผลกดทับที่ดีที่สุด คือแผลที่ไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ คู่มือป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งรวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ในที่เดียว พร้อม Checklist ดูแลประจำวัน

สรุป

การจัดท่าป้องกันแผลกดทับเป็นเรื่องสำคัญมากในผู้ป่วยติดเตียง หลักสำคัญคือเปลี่ยนแรงกด ไม่ให้น้ำหนักกดจุดเดิมนานเกินไป ใช้ท่าตะแคง 30 องศาแทนการตะแคงเต็ม 90 องศา ยกส้นเท้าให้ลอยด้วยการรองใต้บริเวณน่อง ระวังแรงไถลจากการยกหัวเตียงสูง และตรวจผิวหนังทุกวัน

การจัดท่าที่ดีต้องทำร่วมกับการดูแลผิว ความชื้น โภชนาการ ที่นอนลดแรงกด และการประเมินจากทีมสุขภาพ เพราะสำหรับผู้ป่วยติดเตียง การป้องกันตั้งแต่วันนี้ ง่ายกว่าการรักษาแผลกดทับที่ลึกในวันข้างหน้า

หากผู้ป่วยของคุณติดเตียง ขยับตัวได้น้อย หรือเริ่มมีรอยแดงบริเวณก้นกบ ส้นเท้า สะโพก ข้อศอก หรือหลัง
ปรึกษาทีม อายุวัฒน์ เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยง วางแผนจัดท่า พลิกตะแคง และดูแลต่อเนื่องเพื่อป้องกันแผลกดทับได้ครับ