ในวันที่คนที่เรารักกำลังเจ็บป่วยหนัก หลายครอบครัวเริ่มหันไปหาสิ่งยึดเหนี่ยวบางอย่าง
บางคนสวดมนต์ บางคนขอพร บางคนพกพระไว้ข้างเตียง บางคนเปิดบทสวดให้ผู้ป่วยฟังทุกคืน และบางคนภาวนาอยู่เงียบ ๆ ขอให้พรุ่งนี้อาการดีขึ้นกว่าวันนี้
ในช่วงเวลาเช่นนี้ หลายคนอาจอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยอะไรเราได้จริงหรือ”
ถ้าการสวดมนต์ไม่สามารถทำให้โรคหาย ถ้าคำอธิษฐานไม่สามารถย้อนเวลา ถ้าเรายังต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ความเสื่อมถอย และการจากลาอยู่ดี แล้วศรัทธายังมีความหมายอยู่หรือไม่
บางที คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ปาฏิหาริย์จะเปลี่ยนโรคได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ศรัทธาเปลี่ยนหัวใจของคนที่กำลังเผชิญโรคนั้นได้อย่างไร
ศรัทธาอาจไม่ได้ทำให้โรคหาย แต่ช่วยให้ใจมีที่พัก
คนที่กำลังป่วยด้วยโรครุนแรงต้องเผชิญกับหลายสิ่งพร้อมกัน ทั้งความเจ็บปวด ความกลัว ความไม่แน่นอน ความรู้สึกสูญเสียความสามารถของตัวเอง และคำถามว่า ชีวิตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร
บางคนไม่รู้ว่าจะพูดความกลัวออกมากับใคร บางคนไม่อยากให้ลูกหลานเป็นห่วง บางคนจึงเลือกนั่งเงียบ ๆ หลับตา และสวดมนต์
ในช่วงเวลานั้น บทสวดอาจไม่ได้เปลี่ยนผลตรวจทางการแพทย์ แต่ช่วยให้ลมหายใจช้าลง อาจไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดหายไปทั้งหมด แต่ช่วยให้ใจไม่ต้องต่อสู้กับความกลัวเพียงลำพัง อาจไม่ได้ให้คำตอบว่าเหลือเวลาเท่าไร แต่ช่วยให้ผู้ป่วยอยู่กับวันนี้ได้อย่างสงบขึ้นอีกเล็กน้อย
และบางครั้ง เพียงเท่านี้ก็มีความหมายมากแล้ว
การมีความหวัง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงหวังให้หายเสมอไป
ในช่วงแรกของการเจ็บป่วย ความหวังของผู้ป่วยและครอบครัวอาจเป็นการรักษาให้หาย หรือทำให้โรคกลับมาสงบ แต่เมื่อโรคดำเนินไป ความหวังอาจค่อย ๆ เปลี่ยนรูป
จากหวังให้กลับมาเหมือนเดิม เป็นหวังให้กลับบ้านได้
จากหวังให้อยู่ไปอีกหลายปี เป็นหวังให้ได้อยู่กับครอบครัวในวันที่สำคัญ
จากหวังให้ร่างกายแข็งแรง เป็นหวังให้กินของที่ชอบได้อีกสักคำ
และในช่วงท้ายที่สุด ความหวังอาจเหลือเพียง ขอให้ไม่ทรมาน ขอให้มีคนอยู่ข้าง ๆ ขอให้ได้บอกลา และขอให้จากไปอย่างสงบ
ความหวังไม่ได้หายไป มันเพียงเปลี่ยนจากการต่อสู้กับความจริง มาเป็นการใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีความหมายที่สุด
เมื่อคำอธิษฐานไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง
สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดอย่างหนึ่ง คือเมื่อเราสวดมนต์ ขอพร และพยายามทุกอย่างแล้ว แต่โรคยังไม่ดีขึ้น บางคนเริ่มรู้สึกผิดว่า
“เราเคยทำอะไรไม่ดีไว้หรือไม่”
“ทำไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงไม่ช่วยเขา”
แต่ความเจ็บป่วยไม่ใช่บทลงโทษ และผลของการรักษาไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าผู้ป่วยมีศรัทธามากหรือน้อย
ร่างกายมีธรรมชาติของมัน โรคมีเส้นทางของมัน และมนุษย์ทุกคนต่างอยู่ภายใต้ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายเช่นเดียวกัน
การที่คำอธิษฐานไม่ทำให้โรคหาย ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยถูกทอดทิ้ง เพราะบางครั้ง สิ่งที่คำอธิษฐานมอบให้ อาจไม่ใช่การเปลี่ยนปลายทาง แต่เป็นความสงบระหว่างทาง
สิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจปรากฏอยู่ในคนรอบตัวเรา
บางครั้งเรามองหาปาฏิหาริย์จากสถานที่อันไกลแสนไกล แต่ปาฏิหาริย์อาจอยู่ใกล้กว่านั้น
อยู่ในลูกที่ยอมพักงานเพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่ อยู่ในคู่ชีวิตที่ยังนั่งจับมือกัน แม้ไม่มีคำพูด อยู่ในพยาบาลที่ค่อย ๆ เช็ดตัวให้โดยไม่เร่งรีบ อยู่ในผู้ดูแลที่ตื่นกลางดึกเพื่อพลิกตัวและจัดท่าให้ผู้ป่วย อยู่ในคนที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด และอยู่ในคนที่รับฟังความกลัวโดยไม่รีบบอกว่า “อย่าคิดมาก”
บางครั้ง สิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง อาจไม่ใช่คำพูดอันยิ่งใหญ่ แต่อาจเป็นเพียงมือหนึ่งที่ยังจับอยู่ เสียงหนึ่งที่บอกว่า “เราอยู่ตรงนี้นะ” หรือการที่ใครสักคนยอมอยู่ข้างเตียงโดยไม่รีบจากไป
ในการดูแลแบบประคับประคอง เราไม่ได้ดูแลแค่ร่างกาย
Palliative Care หรือการดูแลแบบประคับประคอง ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดความปวดหรือความเหนื่อย แต่ยังดูแลความกลัว ความกังวล ความสัมพันธ์ ความเชื่อ และสิ่งที่ผู้ป่วยให้คุณค่าด้วย
สำหรับผู้ป่วยบางคน การได้สวดมนต์คือความสบายใจ บางคนอยากฟังเสียงพระ บางคนอยากทำบุญ บางคนอยากขอขมา บางคนอยากบอกลา บางคนอยากอยู่เงียบ ๆ กับครอบครัว และบางคนเพียงต้องการให้คนรอบตัวเคารพความเชื่อของเขา
หน้าที่ของทีมดูแลจึงไม่ใช่การตัดสินว่า ความเชื่อนั้นถูกหรือผิด แต่คือการถามว่า
“มีสิ่งใดที่คุณยังเป็นห่วงอยู่ไหม”
“มีใครที่คุณอยากพบหรืออยากพูดด้วยหรือไม่”
“มีพิธีกรรมหรือความเชื่ออะไรที่เราเตรียมให้ได้บ้าง”
เพราะช่วงท้ายของชีวิต ผู้ป่วยไม่ได้ต้องการเพียงการรักษาโรค แต่ต้องการได้รับการดูแลในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความเชื่อ ความรัก ความกลัว และความหมายของชีวิตเป็นของตัวเอง
บางทีปาฏิหาริย์ที่แท้จริง อาจเป็นความรัก
เราอาจไม่สามารถหยุดโรคได้ทุกครั้ง ไม่สามารถยืดเวลาได้เท่าที่ใจต้องการ และไม่สามารถปกป้องคนที่เรารักจากความตายได้ตลอดไป แต่เรายังเลือกได้ว่า ระหว่างทางจะดูแลกันอย่างไร
เรายังเลือกได้ว่าจะรับฟังหรือหลีกหนี จะจับมือหรือปล่อยให้อยู่ลำพัง จะยื้อทุกอย่างเพราะความกลัว หรือจะค่อย ๆ ถามว่า ผู้ป่วยต้องการอะไรจริง ๆ
ในวันที่การรักษาอาจไม่สามารถทำให้ร่างกายกลับมาเหมือนเดิมได้ ความรักยังคงทำหน้าที่ของมัน
ความรักช่วยให้ผู้ป่วยรู้ว่า เขายังมีคุณค่า ช่วยให้คนในครอบครัวได้พูดสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ ช่วยให้การจากลาไม่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว และช่วยให้คนที่ยังอยู่ มีความทรงจำที่ไม่ใช่แค่เรื่องของโรคหรือความทรมาน
หากวันนี้คนที่เรารักยังอยากสวดมนต์ ก็ให้เขาสวดเถอะ ไม่จำเป็นต้องถามว่าบทสวดจะทำให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นหรือไม่
เพราะในทุกครั้งที่ใจสงบลง ในทุกครั้งที่ความกลัวเบาลง ในทุกครั้งที่ผู้ป่วยรู้สึกว่ายังมีคนอยู่ข้าง ๆ บางที ปาฏิหาริย์อาจกำลังเกิดขึ้นแล้ว
ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องจากลา แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่ทำให้ช่วงเวลาก่อนการจากลา เต็มไปด้วยความรัก ความสงบ และความหมายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ที่ อายุวัฒน์ เราเชื่อว่าการดูแลผู้ป่วยโรครุนแรงและผู้ป่วยระยะท้าย ไม่ได้มีเพียงการดูแลอาการทางร่างกาย แต่ต้องดูแลทั้งหัวใจ ความเชื่อ และสิ่งที่ผู้ป่วยให้คุณค่า
หากครอบครัวของคุณกำลังดูแลผู้ป่วยระยะท้าย และต้องการทีมช่วยประเมินอาการ วางแผนการดูแลแบบประคับประคอง หรือดูแลให้ผู้ป่วยสบายและสงบที่สุดในช่วงเวลาสำคัญ ปรึกษาทีม อายุวัฒน์ ได้ครับ

