เวลาพูดถึง “แผลกดทับ” หลายคนมักนึกถึงแผลบริเวณก้นกบเป็นอันดับแรก เพราะเป็นจุดที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยติดเตียง โดยเฉพาะคนที่นอนหงายเป็นเวลานาน หรือมีปัสสาวะ อุจจาระเล็ด ทำให้ผิวบริเวณก้นชื้น เปื่อย และเกิดแผลได้ง่าย

แต่ความจริงคือ แผลกดทับไม่ได้มีแค่ก้น แผลกดทับสามารถเกิดได้ทุกตำแหน่งที่ผิวหนังถูกกดนาน ๆ โดยเฉพาะบริเวณที่มีกระดูกอยู่ใกล้ผิวหนัง เช่น ส้นเท้า ข้อเท้า สะโพก หลัง ข้อศอก ไหล่ ท้ายทอย และใบหู MedlinePlus อธิบายว่าแผลกดทับมักเกิดตรงตำแหน่งที่กระดูกอยู่ใกล้ผิว เช่น ข้อเท้า หลัง ข้อศอก ส้นเท้า และสะโพก

ดังนั้น ถ้าครอบครัวตรวจแค่ก้นกบ แต่ไม่เคยดูส้นเท้า ข้อศอก หู หรือท้ายทอย อาจพลาดรอยแดงระยะเริ่มต้นที่กำลังจะกลายเป็นแผลได้

ทำไมแผลกดทับถึงเกิดตรง “ปุ่มกระดูก”

แผลกดทับเกิดจากแรงกดต่อผิวหนังและเนื้อเยื่อเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นลดลง เมื่อเนื้อเยื่อขาดเลือดนานพอ ผิวหนังอาจเริ่มแดง เจ็บ เปลี่ยนสี ถลอก และลึกลงเป็นแผลได้

ตำแหน่งที่เสี่ยงมากคือบริเวณที่มีกระดูกนูน เพราะมีเนื้อหรือไขมันรองรับน้อย เช่น ก้นกบ สะโพก ส้นเท้า ข้อศอก หรือหลังศีรษะ MedlinePlus ระบุว่าแผลกดทับมักเกิดตรงบริเวณที่ผิวหนังคลุมกระดูกและมีเนื้อเยื่อรองรับน้อย เช่น ข้อศอก ส้นเท้า และด้านหลังศีรษะ พูดง่าย ๆ คือ จุดไหนที่ “กระดูกกดกับที่นอน เก้าอี้ รถเข็น หรือหมอน” นาน ๆ จุดนั้นมีโอกาสเกิดแผลกดทับได้

จุดเสี่ยงแผลกดทับที่ไม่ได้มีแค่ก้น

1. ส้นเท้า

ส้นเท้าเป็นจุดที่พลาดบ่อยมาก หลายบ้านพลิกตะแคงผู้ป่วยเพื่อป้องกันแผลก้นกบ แต่ลืมว่าส้นเท้าก็ถูกกดกับที่นอนตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ขยับขาเองไม่ได้ ผู้ป่วยหลัง stroke ผู้ป่วยขาบวม หรือผู้ป่วยที่ใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าป้องกันไว้นานจนไม่ได้เปิดดู รอยแรก ๆ อาจเป็นรอยแดง สีม่วงคล้ำ ผิวแข็ง ผิวเย็น หรือผู้ป่วยบ่นเจ็บส้นเท้า การป้องกันคือควรยกส้นเท้าให้ลอยจากที่นอน โดยใช้หมอนรองใต้ “น่อง” ไม่ใช่กดตรงส้นเท้าโดยตรง MedlinePlus แนะนำให้ยกส้นเท้าด้วยการวางหมอนใต้บริเวณน่องเพื่อช่วยลดแรงกดที่ส้นเท้า

2. สะโพกและปุ่มกระดูกด้านข้าง

ผู้ป่วยที่นอนตะแคงนาน ๆ มักเสี่ยงแผลบริเวณสะโพก โดยเฉพาะปุ่มกระดูกด้านข้างสะโพก หลายครอบครัวตั้งใจพลิกตะแคงเพื่อกันแผลก้นกบ แต่ถ้าตะแคงท่าเดิมนานเกินไป แรงกดจะย้ายจากก้นกบไปที่สะโพกแทน จุดนี้ควรตรวจทุกครั้งเวลาพลิกตัว โดยดูว่ามีรอยแดง รอยม่วง ผิวแข็ง หรือผู้ป่วยเจ็บเวลาถูกแตะหรือไม่

3. ก้นกบและก้น

ก้นกบยังเป็นจุดสำคัญที่สุดจุดหนึ่ง เพราะเป็นตำแหน่งที่รับแรงกดมากเวลานอนหงายหรือนั่งนาน ๆ ยิ่งถ้าผู้ป่วยมีปัสสาวะหรืออุจจาระเล็ด ผิวบริเวณก้นจะเปียกชื้นและเปื่อยง่าย ทำให้เสี่ยงทั้งผิวหนังอักเสบจากความชื้นและแผลกดทับร่วมกัน รอยแดงที่ก้นกบ ถ้ากดแล้วสีไม่จาง หรือยังแดงอยู่หลังเปลี่ยนท่าแล้ว ต้องระวังว่าอาจเป็นแผลกดทับระยะเริ่มต้น

4. ข้อศอก

ข้อศอกเป็นอีกจุดที่หลายบ้านลืมตรวจ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่นอนหงายแล้วข้อศอกกดกับที่นอน หรือผู้ป่วยที่ใช้ศอกยันตัวเวลาพยายามขยับ แผลบริเวณข้อศอกอาจเริ่มจากผิวแดง แห้ง แตก หรือถลอกเล็ก ๆ แล้วลึกขึ้นได้ถ้ายังกดทับซ้ำ ๆ ควรใช้หมอนหรือผ้านุ่มช่วยรองแขน และตรวจข้อศอกทั้งสองข้างเป็นประจำ

5. ไหล่และสะบัก

ผู้ป่วยผอมมาก ผู้ป่วยกล้ามเนื้อลีบ หรือผู้ป่วยนอนหงายนาน ๆ อาจเกิดแผลบริเวณสะบักหรือหัวไหล่ได้ จุดนี้มักถูกมองข้าม เพราะอยู่ด้านหลัง และญาติจะเห็นเฉพาะตอนพลิกตัวหรือเช็ดตัวเท่านั้น ถ้าผู้ป่วยผอมมาก ควรตรวจบริเวณสะบักทุกวัน และจัดท่าลดแรงกดร่วมกับหมอนรองตามความเหมาะสม

6. ท้ายทอยและใบหู

ผู้ป่วยที่นอนหงายตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ขยับศีรษะเองไม่ได้ อาจเกิดแผลที่ท้ายทอยได้ ส่วนใบหูอาจเกิดแผลจากแรงกดเวลานอนตะแคง หรือจากสายออกซิเจน หน้ากาก อุปกรณ์ช่วยหายใจ หรือสายรัดต่าง ๆ ที่กดซ้ำตรงหู NCBI Bookshelf ระบุว่าแผลกดทับมักเกิดบริเวณปุ่มกระดูก และในผู้ที่นอนท่าเดิมหรือใช้อุปกรณ์กดทับ ก็ควรตรวจบริเวณศีรษะและหูด้วย

7. ข้อเท้าและตาตุ่ม

เวลาผู้ป่วยนอนตะแคง ข้อเท้าหรือตาตุ่มทั้งสองข้างอาจกดทับกันเอง ถ้าไม่วางหมอนคั่นระหว่างขา แรงกดระหว่างตาตุ่มอาจทำให้เกิดรอยแดงหรือแผลได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยผอมมากหรือผิวบาง ควรใช้หมอนนุ่มคั่นระหว่างเข่าและข้อเท้าเมื่อนอนตะแคง เพื่อไม่ให้ปุ่มกระดูกกดกันโดยตรง

8. หลังและกระดูกสันหลัง

ผู้ป่วยที่ผอมมาก กระดูกสันหลังนูน หรือมีหลังค่อม อาจเกิดแผลตามแนวกระดูกสันหลังหรือบริเวณหลังได้ จุดนี้มักเกิดจากการนอนหงายนาน ๆ ร่วมกับที่นอนแข็งเกินไป หรือมีรอยยับของผ้าปูที่นอนกดซ้ำ ควรตรวจแนวหลังตอนเช็ดตัว และดูแลให้ผ้าปูเตียงเรียบ ไม่เป็นก้อน ไม่ม้วน และไม่มีสิ่งของแข็งอยู่ใต้ตัวผู้ป่วย

จุดที่เกิดจาก “อุปกรณ์กดทับ” ก็ต้องระวัง

แผลกดทับไม่ได้เกิดจากที่นอนอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่กดผิวหนังซ้ำ ๆ เช่น

  • สายออกซิเจนกดหลังหู
  • หน้ากากออกซิเจนกดสันจมูก
  • สายให้อาหารกดแก้ม
  • สายสวนปัสสาวะหรือสายต่าง ๆ กดต้นขา
  • เฝือกหรืออุปกรณ์พยุงกดผิว
  • ผ้าอ้อมหรือขอบพลาสติกเสียดสี
  • รองเท้าหรือถุงเท้าที่แน่นเกินไป

ดังนั้น ทุกครั้งที่มีอุปกรณ์สัมผัสตัวผู้ป่วย ควรเปิดดูผิวหนังใต้จุดกดเป็นระยะ ไม่ควรรอจนผู้ป่วยร้องเจ็บหรือเกิดแผลเปิดแล้ว

ผู้ป่วยติดเตียงมีจุดเสี่ยงแผลกดทับเยอะกว่าที่คิด และหลายจุดญาติมองข้ามหรือตรวจไม่ทั่ว
ทีมพยาบาล อายุวัฒน์ ตรวจผิวตามจุดเสี่ยงทุกจุด พลิกตะแคงตามแผน และป้องกันแผลกดทับอย่างเป็นระบบ

วิธีตรวจผิวผู้ป่วยติดเตียงแบบง่าย ๆ

ญาติควรตรวจผิววันละอย่างน้อย 1 ครั้ง และควรตรวจเพิ่มหลังอาบน้ำ เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือพลิกตะแคง จุดที่ควรดูเป็นประจำคือ ก้นกบ สะโพก ส้นเท้า ตาตุ่ม เข่า ข้อศอก สะบัก หลัง ท้ายทอย ใบหู และจุดที่มีสายหรืออุปกรณ์กดทับ

สิ่งที่ต้องสังเกตคือ รอยแดง รอยม่วงคล้ำ รอยดำผิดปกติ ผิวแข็งหรือนิ่มกว่าปกติ ผิวอุ่นหรือเย็นกว่ารอบ ๆ ตุ่มน้ำ ผิวถลอก น้ำเหลือง กลิ่น หรือผู้ป่วยเจ็บเวลาสัมผัส NCBI Bookshelf อธิบายว่าแผลกดทับมักเกิดในตำแหน่งที่มีกระดูกอยู่ใต้ผิว เช่น ก้นกบ ส้นเท้า สะโพก สะบัก ข้อเท้า ข้อศอก ใบหู และด้านหลังศีรษะ และการตรวจบริเวณเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอช่วยให้พบสัญญาณเริ่มต้นได้เร็วขึ้น

เห็นรอยแดงแล้วควรทำอย่างไร

ถ้าเห็นรอยแดง อย่าเพิ่งรอดูหลายวัน สิ่งแรกที่ควรทำคือ “ลดแรงกด” ทันที เช่น เปลี่ยนท่านอน ไม่ให้นอนทับจุดนั้น ใช้หมอนรอง จัดผ้าปูให้เรียบ ตรวจว่ามีอุปกรณ์กดทับหรือไม่ และดูแลผิวให้สะอาดแห้ง

ถ้ารอยแดงอยู่ตรงปุ่มกระดูก กดแล้วสีไม่จาง หรือยังแดงอยู่แม้เปลี่ยนท่าแล้ว ควรให้พยาบาลหรือแพทย์ช่วยประเมิน เพราะอาจเป็นแผลกดทับระยะเริ่มต้น

ข้อควรระวัง: MedlinePlus แนะนำให้ลดแรงกดบริเวณที่มีแผล เปลี่ยนท่า ใช้อุปกรณ์รองรับ และไม่ควรนวดบริเวณแผลหรือรอยเสี่ยง เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหายมากขึ้น

ป้องกันแผลกดทับต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน

การป้องกันแผลกดทับไม่ใช่แค่ซื้อที่นอนลมแล้วจบ ต้องดูแลหลายเรื่องพร้อมกัน เช่น เปลี่ยนท่าอย่างสม่ำเสมอ ลดแรงกดที่ก้นกบ ส้นเท้า สะโพก และข้อศอก ใช้หมอนรองอย่างถูกตำแหน่ง ดูแลผิวไม่ให้เปียกชื้น เปลี่ยนผ้าอ้อมเมื่อเปียก ดูแลโภชนาการและโปรตีน ดื่มน้ำตามความเหมาะสม ตรวจผิวทุกวัน จัดผ้าปูเตียงให้เรียบ และให้ทีมดูแลประเมินเมื่อเริ่มมีรอยแดง

MedlinePlus แนะนำให้ผู้ที่นอนบนเตียงเปลี่ยนท่าประมาณทุก 2 ชั่วโมง และให้ใส่ใจตำแหน่งเสี่ยง เช่น ก้นกบ ไหล่ สะบัก และด้านหลังศีรษะ รวมถึงการยกส้นเท้าเพื่อลดแรงกด

เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์หรือพยาบาล

ควรขอความช่วยเหลือทันทีหากพบอาการเหล่านี้

  • รอยแดงไม่หายหลังลดแรงกด หรือกดแล้วสีไม่จาง
  • ผิวเริ่มเปิดหรือถลอก มีตุ่มน้ำ
  • มีรอยม่วงคล้ำหรือดำ
  • มีน้ำเหลือง มีกลิ่น หรือมีหนอง
  • ผิวรอบแผลบวม แดง ร้อน
  • ผู้ป่วยเจ็บมากขึ้น มีไข้ หรือซึมลง
  • หรือแผลลึกขึ้นเร็ว

แผลกดทับยิ่งลึกยิ่งรักษายาก และอาจใช้เวลานานมากกว่าจะหาย ดังนั้นการเจอตั้งแต่รอยแดงจึงสำคัญกว่าการรอให้เป็นแผลเปิดแล้วค่อยรักษา

ถ้าตรวจผิวเองไม่ทั่ว ดูแลไม่ทัน หรือเริ่มมีรอยแดงหลายจุด — การมีทีมช่วยดูแลอย่างเป็นระบบช่วยป้องกันแผลได้ดีกว่า
อายุวัฒน์ มีทีมพยาบาลตรวจผิว พลิกตะแคง ลดแรงกด และเฝ้าระวังแผลกดทับ ตลอด 24 ชม.

อายุวัฒน์ ช่วยดูแลและป้องกันแผลกดทับได้อย่างไร

Aryuwat Nursing Home และ Aryuwat Hospice & Rehab Center ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยหลัง stroke ผู้ป่วยสมองเสื่อม ผู้ป่วยให้อาหารทางสาย ผู้ป่วยเจาะคอ และผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อแผลกดทับ

ทีมดูแลช่วยตรวจผิวหนังตามจุดเสี่ยง พลิกตะแคงตามแผน ลดแรงกด ดูแลความสะอาดผิว ดูแลปัสสาวะและอุจจาระเล็ด ป้องกันความชื้น ดูแลโภชนาการ ทำแผลตามความเหมาะสม และประสานแพทย์เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ

สำหรับครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยที่บ้านแล้วเริ่มเห็นรอยแดงที่ก้น ส้นเท้า สะโพก ข้อศอก หรือจุดอื่น ๆ ไม่ควรรอให้แผลเปิดก่อน เพราะการป้องกันตั้งแต่ระยะแรกมักทำได้ง่ายกว่าการรักษาแผลลึกมาก

สรุป

แผลกดทับไม่ได้มีแค่ก้น แม้ก้นกบจะเป็นจุดที่พบได้บ่อย แต่แผลกดทับยังเกิดได้ที่ส้นเท้า สะโพก ตาตุ่ม ข้อศอก ไหล่ สะบัก หลัง ท้ายทอย ใบหู และตำแหน่งที่อุปกรณ์ทางการแพทย์กดทับผิวหนัง

หัวใจสำคัญคือ ญาติต้องตรวจผิวทั้งตัว ไม่ใช่ดูเฉพาะก้น ถ้าเริ่มเห็นรอยแดง รอยม่วง ผิวแข็ง ผิวถลอก หรือผู้ป่วยเจ็บตรงตำแหน่งที่ถูกกด ควรลดแรงกดทันที และให้ทีมสุขภาพช่วยประเมินเมื่อไม่แน่ใจ เพราะแผลกดทับที่ดีที่สุด คือแผลที่ถูกป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิด

อ่านภาพรวมการดูแลทั้งหมดได้ที่ คู่มือป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง ที่รวมหลักสำคัญ 7 เรื่องและ Checklist ดูแลประจำวัน

หากผู้ป่วยของคุณติดเตียง ขยับตัวได้น้อย หรือเริ่มมีรอยแดงบริเวณก้น ส้นเท้า สะโพก ข้อศอก หลัง หรือจุดอื่น ๆ
ปรึกษาทีม อายุวัฒน์ เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยง วางแผนป้องกันแผลกดทับ และดูแลผู้ป่วยติดเตียงอย่างต่อเนื่องได้ครับ