ผู้ป่วยหลายคนหลังนอนโรงพยาบาล ผ่าตัด ป่วยหนัก ติดเตียง หรือมีภาวะปัสสาวะไม่ออก อาจได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะไว้ชั่วคราว
ตอนแรกสายสวนอาจช่วยให้ดูแลได้ง่ายขึ้น ช่วยระบายปัสสาวะ ช่วยติดตามปริมาณน้ำปัสสาวะ หรือช่วยลดปัญหาปัสสาวะคั่ง แต่เมื่ออาการเริ่มดีขึ้น ครอบครัวมักมีคำถามว่า
“ถอดแล้วจะปัสสาวะเองได้ไหม”
“ต้องฝึกยังไง”
“ถอดแล้วไม่ฉี่ต้องทำยังไง”
“ใส่นาน ๆ อันตรายไหม”
คำตอบคือ การถอดสายสวนควรทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว และควรมีแผนติดตามหลังถอด เพราะถอดเร็วเกินไปอาจเกิดปัสสาวะคั่ง แต่ใส่นานเกินไปก็เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน CDC แนะนำให้ลดการใช้สายสวนปัสสาวะและระยะเวลาการใส่สายสวนให้สั้นที่สุดเท่าที่เหมาะสม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้หญิง และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากสายสวนมากขึ้น
ฝึกถอดสายสวนปัสสาวะคืออะไร
การฝึกถอดสายสวนปัสสาวะ มักเรียกว่า Trial Without Catheter หรือ TWOC แปลตรง ๆ คือ “การทดลองอยู่โดยไม่มีสายสวน”
ความหมายคือ การถอดสายสวนออก แล้วสังเกตว่าผู้ป่วยสามารถปัสสาวะเองได้เพียงพอหรือไม่ NHS อธิบายว่า TWOC คือการถอดสายสวนที่เคยใส่ไว้ เพื่อดูว่าผู้ป่วยสามารถปัสสาวะเองได้ตามปกติหรือเพียงพอหรือไม่
ดังนั้น จุดสำคัญไม่ใช่แค่ “ถอดสาย” แต่คือการมีแผนสังเกตหลังถอดว่า ผู้ป่วยปัสสาวะได้ไหม ปัสสาวะออกมากน้อยแค่ไหน มีปวดท้องน้อยหรือไม่ มีปัสสาวะคั่งหรือไม่ ต้องใส่สายกลับไหม หรือควรปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม
ใครที่อาจเหมาะกับการลองถอดสายสวน
ผู้ป่วยที่อาจเริ่มพิจารณาลองถอดสายสวน เช่น
- ผู้ป่วยที่อาการเฉียบพลันดีขึ้นแล้ว
- ผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่เริ่มลุกนั่งหรือเคลื่อนไหวได้
- ผู้ป่วยที่ไม่ได้ต้องติดตามปริมาณปัสสาวะแบบชั่วโมงต่อชั่วโมงแล้ว
- ผู้ป่วยที่ใส่สายสวนเพราะปัสสาวะคั่งชั่วคราว และแพทย์ประเมินว่าอาจดีขึ้น
- ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกตัวดีขึ้นและสามารถบอกปวดปัสสาวะได้
- หรือผู้ป่วยที่ครอบครัวและทีมดูแลต้องการลดความเสี่ยงติดเชื้อจากการใส่สายสวนระยะยาว
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะถอดได้ทันที ผู้ป่วยบางรายยังจำเป็นต้องใส่สายสวนต่อ เช่น มีปัสสาวะคั่งรุนแรง ต้องติดตามปริมาณปัสสาวะอย่างใกล้ชิด มีแผลบางตำแหน่งที่ต้องป้องกันการเปียกชื้น หรืออยู่ในช่วงดูแลประคับประคองที่สายสวนช่วยลดความทรมานจากการเคลื่อนย้ายบ่อย ๆ CDC ระบุว่าการใช้สายสวนควรมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม และควรถอดเมื่อหมดความจำเป็น
ไม่ควรถอดสายสวนเองโดยไม่มีแผน
สำคัญมาก: ครอบครัวไม่ควรดึงสายสวนออกเองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือพยาบาล เพราะสายสวนมีบอลลูนเล็ก ๆ อยู่ในกระเพาะปัสสาวะ หากดึงออกโดยไม่ปล่อยน้ำในบอลลูนก่อน อาจทำให้บาดเจ็บ เลือดออก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
การถอดสายสวนควรทำโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึก หรือทำตามแผนที่แพทย์/พยาบาลสอนอย่างชัดเจนเท่านั้น
อยากถอดสายสวนให้ผู้ป่วย แต่กังวลว่าทำเองอาจไม่ปลอดภัย?
ทีมพยาบาล อายุวัฒน์ ช่วยประเมินความพร้อม ถอดสายสวนอย่างถูกวิธี และเฝ้าระวังอาการหลังถอดให้ได้
ก่อนถอดสายสวน ควรเตรียมอะไร
ก่อนเริ่มฝึกถอดสายสวน ควรเตรียม 5 เรื่องหลัก
1. รู้เหตุผลที่ใส่สายสวนตั้งแต่แรก
ควรถามว่า ผู้ป่วยใส่สายสวนเพราะอะไร เช่น ปัสสาวะไม่ออก หลังผ่าตัด ต้องติดตามปริมาณปัสสาวะ ผู้ป่วยติดเตียงและดูแลยาก มีแผลที่ต้องป้องกันเปียก หรือใส่เพื่อความสบายในระยะท้าย เพราะเหตุผลที่ใส่สายสวน จะกำหนดว่าเมื่อไหร่ควรถอด และถอดแล้วต้องระวังอะไร
2. ประเมินว่าผู้ป่วยพร้อมไหม
ผู้ป่วยควรมีอาการโดยรวมคงที่ ไม่ซึมมากเกินไป ไม่มีไข้สูง ไม่ปวดท้องน้อยรุนแรง และมีทีมดูแลที่สามารถสังเกตอาการหลังถอดได้
3. เลือกเวลาถอดที่เหมาะสม
ควรถอดช่วงเช้าหรือช่วงที่มีคนดูแลอยู่พร้อม เพราะหลังถอดต้องสังเกตว่าผู้ป่วยปัสสาวะได้หรือไม่ หากถอดตอนกลางคืนแล้วเกิดปัสสาวะคั่ง อาจจัดการลำบากกว่า
4. เตรียมอุปกรณ์สังเกตปัสสาวะ
ควรเตรียมกระบอกตวงหรือภาชนะวัดปริมาณปัสสาวะ แพมเพิสหรือแผ่นรองซับถ้าจำเป็น สมุดบันทึกเวลาและปริมาณปัสสาวะ รวมถึงเบอร์โทรแพทย์หรือพยาบาลที่ติดต่อได้
5. มีแผนว่าถ้าปัสสาวะไม่ออกจะทำอย่างไร
ควรรู้ล่วงหน้าว่า หากผู้ป่วยไม่ปัสสาวะภายในเวลาที่กำหนด ปวดท้องน้อย หรือมีปัสสาวะคั่ง จะต้องติดต่อใคร ไปโรงพยาบาลไหน หรือมีพยาบาลช่วยประเมินได้หรือไม่
หลังถอดสายสวน ต้องสังเกตอะไร
หลังถอดสายสวน ควรสังเกตอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายชั่วโมงแรก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยหลัง stroke หรือผู้ป่วยที่เคยมีปัสสาวะคั่ง สิ่งที่ควรบันทึกคือ
- เวลาที่ถอดสายสวน และเวลาที่ปัสสาวะครั้งแรก
- ปริมาณปัสสาวะแต่ละครั้ง
- สีและกลิ่นของปัสสาวะ
- มีแสบขัดหรือไม่
- มีปวดท้องน้อยหรือไม่
- มีท้องน้อยโป่งตึงหรือไม่
- มีไข้ หนาวสั่น หรือซึมลงไหม
- มีปัสสาวะเล็ดราดหรือปัสสาวะไม่ออกไหม
AHRQ มีตัวอย่าง protocol หลังถอดสายสวนที่ใช้การประเมินการปัสสาวะและการ scan กระเพาะปัสสาวะ โดยบางแนวทางจะพิจารณาสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราวหากพบปริมาณปัสสาวะค้างมาก เช่น มากกว่า 300–500 ml ทั้งนี้ขึ้นกับบริบทและ protocol ของหน่วยบริการนั้น ๆ
ถอดสายแล้วปัสสาวะไม่ออก ทำอย่างไร
หากถอดสายแล้วผู้ป่วยปัสสาวะไม่ออก อย่ารอดูนานเกินไป โดยเฉพาะถ้ามีอาการปวดท้องน้อย กระสับกระส่าย ท้องน้อยโป่ง หรือซึมลง
ควรติดต่อแพทย์หรือพยาบาลทันที เพราะอาจเกิดภาวะปัสสาวะคั่ง ซึ่งบางรายต้องใช้ bladder scan ประเมินปริมาณปัสสาวะค้าง หรืออาจต้องสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราวหรือใส่สายกลับตามดุลยพินิจของทีมรักษา AHRQ ระบุว่า bladder scan เป็นส่วนหนึ่งของตัวอย่าง protocol หลังถอดสายสวน เพื่อประเมินว่ามีปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่
ช่วงหลายชั่วโมงแรกหลังถอดสายสวนคือช่วงที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดที่สุด — โดยเฉพาะเรื่องปัสสาวะคั่ง
ที่ อายุวัฒน์ มีทีมพยาบาลช่วยบันทึกปัสสาวะ สังเกตอาการ และจัดการทันทีหากผู้ป่วยปัสสาวะไม่ออก ตลอด 24 ชม.
ถอดสายแล้วปัสสาวะเล็ด แปลว่าล้มเหลวไหม
ไม่เสมอไป หลังถอดสายสวน ผู้ป่วยบางคนอาจมีปัสสาวะเล็ด กลั้นไม่อยู่ หรือปัสสาวะบ่อยช่วงแรก เพราะกระเพาะปัสสาวะและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องอาจยังปรับตัวอยู่
แต่ถ้ามีปัสสาวะเล็ดร่วมกับปัสสาวะออกน้อย ปวดท้องน้อย หรือท้องน้อยตึง ต้องระวังว่าอาจไม่ใช่แค่กลั้นไม่อยู่ แต่อาจเป็นปัสสาวะคั่งจนล้นออกมา ควรให้ทีมสุขภาพช่วยประเมิน
ต้องฝึกกลั้นปัสสาวะไหม
หลายคนเข้าใจว่า “ฝึกถอดสายสวน” ต้องหนีบสายไว้เป็นช่วง ๆ เพื่อฝึกกระเพาะปัสสาวะก่อนถอด แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ควรทำเองโดยไม่มี protocol ของแพทย์หรือพยาบาล เพราะการหนีบสายผิดวิธีอาจทำให้ปัสสาวะคั่ง ปวดท้องน้อย หรือเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อได้
สิ่งที่สำคัญกว่าคือการถอดในเวลาที่เหมาะสม สังเกตหลังถอดอย่างใกล้ชิด และมีแผนจัดการหากปัสสาวะไม่ออก
สัญญาณอันตรายหลังถอดสายสวน
ควรรีบติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาล หากมีอาการเหล่านี้
- ปัสสาวะไม่ออกหลายชั่วโมงร่วมกับปวดท้องน้อย
- ท้องน้อยโป่งตึง
- กระสับกระส่ายมาก
- ซึมลงหรือสับสน
- ไข้ หนาวสั่น
- ปัสสาวะแสบขัดมาก
- ปัสสาวะมีเลือดมาก
- ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
- ปวดหลังหรือปวดเอว
- คลื่นไส้อาเจียนร่วมกับปัสสาวะผิดปกติ
- หรือผู้ป่วยดูแย่ลงอย่างชัดเจน
ทำไมควรถอดสายสวนเมื่อไม่จำเป็นแล้ว
สายสวนปัสสาวะเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์ในบางสถานการณ์ แต่ถ้าใส่นานโดยไม่มีความจำเป็น จะเพิ่มโอกาสติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับสายสวน หรือ CAUTI ได้ CDC อธิบายว่า CAUTI เกิดเมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะผ่านสายสวน และสถานพยาบาลควรปฏิบัติตามแนวทางป้องกันการติดเชื้อจากสายสวนปัสสาวะ ดังนั้น เป้าหมายที่ดีคือ ใส่เมื่อจำเป็น และถอดเมื่อปลอดภัย
ผู้ป่วยติดเตียงควรถอดสายสวนไหม
ต้องดูเป็นราย ๆ ไป ผู้ป่วยติดเตียงบางรายใส่สายสวนเพราะครอบครัวดูแลสะดวกขึ้น แต่ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ การใส่นานอาจเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อ
อย่างไรก็ตาม บางรายอาจยังจำเป็นต้องใส่ เช่น มีแผลกดทับที่ต้องควบคุมความเปียกชื้น มีปัสสาวะคั่งซ้ำ ๆ หรืออยู่ในระยะท้ายที่การเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยทำให้เจ็บปวดและเหนื่อยมาก จึงควรให้แพทย์หรือพยาบาลช่วยประเมินว่า สำหรับผู้ป่วยรายนี้ การใส่สายสวนต่อให้ “ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง” หรือไม่
อายุวัฒน์ ช่วยดูแลเรื่องสายสวนปัสสาวะได้อย่างไร
Aryuwat Nursing Home และ Aryuwat Hospice & Rehab Center ดูแลผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยหลังออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยหลัง stroke ผู้ป่วยให้อาหารทางสาย ผู้ป่วยเจาะคอ และผู้ป่วยที่มีสายสวนปัสสาวะหรือมีปัญหาปัสสาวะคั่ง
ทีมดูแลช่วยสังเกตอาการ ดูแลความสะอาดของสายสวน ป้องกันการดึงรั้ง เฝ้าระวังอาการติดเชื้อ บันทึกปริมาณปัสสาวะ ประสานแพทย์ และช่วยวางแผนการถอดสายสวนเมื่อเหมาะสม
สำหรับครอบครัวที่กังวลว่า “ถอดแล้วจะฉี่เองได้ไหม” หรือ “ใส่ต่อจะติดเชื้อไหม” ทีมสามารถช่วยประเมินความพร้อมและดูแลต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด
สรุป
การฝึกถอดสายสวนปัสสาวะ หรือ Trial Without Catheter คือการทดลองถอดสายสวนเพื่อดูว่าผู้ป่วยสามารถปัสสาวะเองได้หรือไม่
สิ่งสำคัญคือไม่ควรถอดเองโดยไม่มีแผน ต้องรู้เหตุผลที่ใส่สายสวน ประเมินความพร้อม เลือกเวลาถอดที่เหมาะสม บันทึกปัสสาวะหลังถอด สังเกตอาการปัสสาวะคั่งหรือติดเชื้อ และมีแผนติดต่อทีมสุขภาพหากเกิดปัญหา
เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ “ไม่มีสายสวน” แต่คือให้ผู้ป่วยปัสสาวะได้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงติดเชื้อ และได้รับการดูแลที่เหมาะสมที่สุด
หากผู้ป่วยของคุณใส่สายสวนปัสสาวะหลังออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยติดเตียง หรือเริ่มอยากประเมินว่าสามารถถอดสายสวนได้หรือไม่
ปรึกษาทีม อายุวัฒน์ เพื่อช่วยดูแล ประเมินความพร้อม และวางแผนการดูแลต่อเนื่องอย่างปลอดภัยได้ครับ

