ผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะอยู่แล้วมีปัสสาวะเล็ดออกมารอบ ๆ สาย เป็นปัญหาที่หลายครอบครัวเจอบ่อยมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยหลัง stroke ผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวได้น้อย หรือผู้ป่วยที่ใส่สายสวนต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล

ญาติหลายคนเห็นแล้วมักกังวลทันทีว่า

“สายหลุดหรือเปล่า”
“ใส่ผิดไหม”
“กระเพาะปัสสาวะมีปัญหาไหม”
“ต้องรีบไปโรงพยาบาลไหม”
“หรือเป็นเรื่องปกติของคนใส่สายสวน”

คำตอบคือ สายสวนปัสสาวะเล็ดไม่ควรมองข้าม แม้บางครั้งอาจเกิดจากเรื่องง่าย ๆ เช่น สายพับ ถุงปัสสาวะเต็ม หรือท่อถูกดึงรั้ง แต่บางครั้งอาจเป็นสัญญาณของสายตัน ปัสสาวะคั่ง กระเพาะปัสสาวะบีบเกร็ง หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ NHS ระบุว่าปัสสาวะเล็ดรอบสายสวนเป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้ในผู้ที่ใส่สายสวนคาไว้ และควรติดต่อทีมดูแลหากสายสวนตันหรือมีปัสสาวะรั่วรอบสาย

สายสวนปัสสาวะเล็ดคืออะไร

สายสวนปัสสาวะเล็ด หมายถึง มีปัสสาวะไหลออกมารอบ ๆ สายสวนบริเวณท่อปัสสาวะ ทั้งที่ควรไหลผ่านสายลงถุงปัสสาวะ

  • ในผู้ชาย อาจเห็นปัสสาวะเล็ดออกมาที่ปลายอวัยวะเพศรอบสาย
  • ในผู้หญิง อาจเห็นผ้าอ้อมหรือแผ่นรองซับเปียก ทั้งที่มีสายสวนอยู่
  • บางรายถุงปัสสาวะมีน้ำปัสสาวะน้อย แต่ผ้าอ้อมเปียกมาก
  • บางรายเล็ดเป็นครั้งคราว บางรายเล็ดตลอดเวลา

เรื่องนี้ไม่ควรสรุปว่า “สายใช้ไม่ได้” หรือ “ต้องเปลี่ยนสายทันที” เสมอไป เพราะสาเหตุมีได้หลายอย่าง

สาเหตุที่ทำให้สายสวนปัสสาวะเล็ด

1. สายพับ งอ หรือถูกกดทับ
สาเหตุง่ายที่สุดคือสายสวนหรือสายต่อไปถุงปัสสาวะพับ งอ ถูกตัวผู้ป่วยทับ หรือถูกหนีบกับเตียง ทำให้น้ำปัสสาวะไหลลงถุงไม่ได้ เมื่อปัสสาวะระบายไม่ได้ ก็อาจดันออกมารอบ ๆ สายแทน สิ่งที่ควรเช็กคือ สายตรงหรือไม่ มีส่วนไหนงอไหม ผู้ป่วยนอนทับสายหรือเปล่า ถุงปัสสาวะวางต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ และถุงเต็มเกินไปหรือยัง MedlinePlus แนะนำให้ดูแลสายสวนให้ปัสสาวะไหลลงถุงได้ดี และควรติดต่อผู้ให้บริการสุขภาพหากมีปัสสาวะรั่วรอบสายสวน

2. ถุงปัสสาวะอยู่สูงเกินไป หรือถุงเต็ม
ถุงปัสสาวะควรอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ เพื่อให้น้ำปัสสาวะไหลลงตามแรงโน้มถ่วง หากถุงอยู่สูงเกินไป ปัสสาวะอาจไหลย้อนหรือไหลไม่สะดวก ถ้าถุงเต็มมาก น้ำปัสสาวะก็ระบายต่อไม่ได้ดี ทำให้เกิดการรั่วหรือเล็ดได้ ควรเทถุงตามเวลาที่เหมาะสม และรักษาความสะอาดทุกครั้ง

3. สายตันจากตะกอน เลือด หรือคราบในปัสสาวะ
บางรายปัสสาวะมีตะกอนมาก มีเลือดปน มีคราบ หรือมีเศษเนื้อเยื่อ ทำให้สายสวนตันบางส่วนหรือทั้งหมด เมื่อน้ำปัสสาวะลงถุงไม่ได้ ก็อาจรั่วออกทางรอบสาย ถ้าสังเกตว่า ถุงปัสสาวะมีน้ำน้อยลงผิดปกติ แต่ผู้ป่วยท้องน้อยตึง กระสับกระส่าย ปวดท้องน้อย หรือผ้าอ้อมเปียกมาก ต้องระวังสายตันหรือปัสสาวะคั่ง

4. กระเพาะปัสสาวะบีบเกร็ง
บางครั้งสายไม่ได้ตัน แต่กระเพาะปัสสาวะบีบตัวเป็นพัก ๆ หรือ bladder spasm ทำให้ปัสสาวะเล็ดรอบสายได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหน่วงท้องน้อย ปวดปัสสาวะทั้งที่มีสายสวนอยู่ หรือกระสับกระส่ายเป็นช่วง ๆ ภาวะนี้ควรให้แพทย์หรือพยาบาลประเมิน ไม่ควรเพิ่มขนาดสายเองหรือแก้ด้วยการดึงสาย

5. สายสวนขนาดไม่เหมาะสม หรือบอลลูนมีปัญหา
ถ้าสายสวนเล็กเกินไป ใหญ่เกินไป ตำแหน่งไม่เหมาะสม หรือบอลลูนที่ยึดสายมีปัญหา ก็อาจทำให้เกิดการรั่ว เจ็บ ระคายเคือง หรือปัสสาวะไม่ระบายตามปกติได้ เรื่องนี้ต้องให้บุคลากรที่มีความชำนาญประเมิน ไม่ควรปรับบอลลูนหรือดึงสายเอง

6. ท้องผูก
ท้องผูกมากอาจทำให้ลำไส้กดเบียดกระเพาะปัสสาวะหรือทำให้การระบายปัสสาวะผิดปกติได้ ผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุมักมีปัญหาท้องผูกร่วมด้วย จึงควรดูแลเรื่องการขับถ่ายควบคู่กัน

7. ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากสายสวน
ถ้าเล็ดร่วมกับไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรง ปวดท้องน้อย ซึมลง หรือสับสนมากขึ้น ต้องสงสัยการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง CDC อธิบายว่าการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับสายสวนเกิดขึ้นได้เมื่อเชื้อเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะผ่านสายสวน และการใช้สายสวนควรมีการดูแลเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

ญาติควรเช็กอะไรเบื้องต้นเมื่อสายสวนเล็ด

ถ้าพบว่าสายสวนปัสสาวะเล็ด ให้เช็กอย่างเป็นระบบก่อน ดังนี้

  • ดูว่าสายพับ งอ หรือถูกทับไหม — จัดสายให้ตรง ไม่ถูกตัวผู้ป่วยทับ และไม่มีส่วนไหนหักงอ
  • ดูว่าถุงปัสสาวะอยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะไหม — ถุงควรอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ แต่ไม่ควรวางลากพื้น
  • ดูว่าถุงเต็มหรือยัง — ถุงที่เต็มมากอาจทำให้ปัสสาวะระบายไม่ดี ควรเทถุงตามวิธีที่สะอาด
  • ดูว่ามีปัสสาวะลงถุงหรือไม่ — ถ้าไม่มีปัสสาวะลงถุงหลายชั่วโมง แต่ผ้าอ้อมเปียกหรือท้องน้อยตึง ควรติดต่อทีมสุขภาพ
  • ดูสี กลิ่น และตะกอนของปัสสาวะ — ถ้าปัสสาวะขุ่น กลิ่นแรง มีเลือด มีตะกอนมาก หรือมีลิ่มเลือด ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาล
  • ดูอาการผู้ป่วยร่วมด้วย — เช่น ไข้ ซึม สับสน ปวดท้องน้อย กระสับกระส่าย หนาวสั่น หรือดูแย่ลง

สิ่งที่ไม่ควรทำเอง: ไม่ควรดึงสายสวนออกเอง ไม่ควรดันสายกลับเข้าไปเอง ไม่ควรเติมหรือลดน้ำในบอลลูนเอง ไม่ควรสวนล้างสายเองหากไม่ได้รับการฝึก ไม่ควรเปลี่ยนสายเอง ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะเองโดยไม่พบแพทย์ และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หลายวันหากเล็ดซ้ำหรือมีอาการผิดปกติ

สายสวนมีบอลลูนอยู่ภายในกระเพาะปัสสาวะเพื่อยึดสายไว้ การดึงหรือปรับผิดวิธีอาจทำให้ท่อปัสสาวะบาดเจ็บ เลือดออก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

เช็กเบื้องต้นแล้วสายสวนยังเล็ดอยู่ หรือไม่แน่ใจว่าปลอดภัยไหม?
ทีมพยาบาล อายุวัฒน์ ช่วยประเมินสาเหตุ ดูแลสายสวน และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนให้ได้ ตลอด 24 ชม.

สายสวนเล็ด ต้องพบแพทย์ไหม

ถ้าเล็ดเพียงเล็กน้อยครั้งเดียว และพบว่าสาเหตุเกิดจากสายพับ ถุงเต็ม หรือถุงอยู่สูงเกินไป แล้วแก้ไขแล้วปัสสาวะไหลลงถุงได้ดี ผู้ป่วยไม่มีไข้ ไม่ปวด ไม่ซึม อาจเฝ้าสังเกตต่อได้

แต่ควรติดต่อแพทย์ พยาบาล หรือทีมดูแล หากมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  • เล็ดซ้ำหลายครั้ง หรือเล็ดมากจนผ้าอ้อมเปียกตลอด
  • ถุงปัสสาวะมีน้ำน้อยลงผิดปกติ หรือไม่มีปัสสาวะลงถุงหลายชั่วโมง
  • ปวดหรือแน่นท้องน้อย ท้องน้อยโป่งตึง
  • มีไข้ หนาวสั่น
  • ผู้ป่วยซึมลงหรือสับสนมากขึ้น
  • ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรง หรือมีเลือด
  • สายหลุด สายตัน หรือผู้ป่วยดูแย่ลงอย่างชัดเจน

MedlinePlus ระบุว่าควรติดต่อผู้ให้บริการสุขภาพหากมีปัสสาวะรั่วรอบสายสวน ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออก มีเลือดออก ปวดหลังหรือสีข้าง ไข้ หนาวสั่น หรืออาการที่กังวลอื่น ๆ ระหว่างใส่สายสวน

ถ้าสายตันหรือปัสสาวะคั่ง อันตรายไหม

อันตรายได้ โดยเฉพาะถ้าปัสสาวะไม่สามารถระบายออกจากกระเพาะปัสสาวะได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้องน้อย กระสับกระส่าย ท้องน้อยตึง เหงื่อออก ซึมลง หรือความดันเปลี่ยนแปลงในบางราย หากปล่อยไว้อาจทำให้เจ็บปวด ติดเชื้อ หรือมีผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะได้

ในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยสมองเสื่อม บางครั้งอาจบอกปวดไม่ได้ชัด แต่อาจแสดงออกเป็นกระสับกระส่าย ร้องคราง ดึงสาย ซึม หรือสับสนมากขึ้นแทน

สายตันและปัสสาวะคั่งเป็นภาวะที่ต้องจัดการเร็ว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่บอกอาการไม่ได้ชัด
อายุวัฒน์ มีทีมพยาบาลเฝ้าระวังปริมาณปัสสาวะ สังเกตอาการ และประสานแพทย์ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ ตลอด 24 ชม.

ใส่สายสวนแล้วปัสสาวะเล็ด แปลว่าต้องเปลี่ยนสายใหญ่ขึ้นไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป และไม่ควรตัดสินใจเอง บางคนคิดว่าสายเล็กไป จึงอยากเปลี่ยนสายใหญ่ขึ้น แต่สายใหญ่เกินไปอาจทำให้ระคายเคือง เจ็บ หรือกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะบีบเกร็งมากขึ้นได้ การเลือกขนาดสายสวนควรให้แพทย์หรือพยาบาลประเมินจากสาเหตุ เช่น สายตัน ตะกอนเยอะ กระเพาะปัสสาวะบีบเกร็ง ท้องผูก ตำแหน่งสายไม่เหมาะสม หรือมีการติดเชื้อ

ป้องกันสายสวนเล็ดยังไง

การป้องกันทำได้โดยดูแลให้ระบบระบายปัสสาวะทำงานดีและลดการติดเชื้อ เช่น

  • จัดสายไม่ให้พับ งอ หรือถูกกด
  • ให้ถุงปัสสาวะอยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะ ไม่วางถุงลากพื้น
  • เทถุงเมื่อใกล้เต็ม
  • ล้างมือก่อนและหลังดูแลสายสวน
  • ดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและสายสวน
  • ไม่ดึงรั้งสาย ยึดสายกับต้นขาหรือหน้าท้องตามความเหมาะสมเพื่อลดแรงดึง
  • สังเกตปริมาณปัสสาวะทุกวัน
  • ดูแลไม่ให้ท้องผูก
  • และประเมินเป็นระยะว่ายังจำเป็นต้องใส่สายสวนอยู่หรือไม่

CDC แนะนำให้ใช้สายสวนเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม และลดระยะเวลาการใส่สายสวนให้สั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น เพราะการใส่สายสวนคาไว้นานเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

ผู้ป่วยติดเตียงที่สายสวนเล็ด ควรดูแลยังไง

ในผู้ป่วยติดเตียง ควรดูแลทั้งสายสวนและผิวหนังไปพร้อมกัน เพราะปัสสาวะที่เล็ดอาจทำให้ผิวหนังเปียกชื้น ระคายเคือง และเพิ่มความเสี่ยงแผลกดทับหรือผิวหนังอักเสบ

สิ่งที่ควรทำคือ เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือแผ่นรองซับทันทีเมื่อเปียก เช็ดผิวให้แห้ง ทาครีมปกป้องผิวตามความเหมาะสม พลิกตะแคงตามเวลา และดูแลไม่ให้สายสวนถูกดึงรั้งเวลาพลิกตัว ถ้าเล็ดบ่อย ควรให้ทีมพยาบาลประเมิน ไม่ควรแก้ด้วยการใส่ผ้าอ้อมเพิ่มอย่างเดียว เพราะอาจพลาดสาเหตุสำคัญ เช่น สายตัน ปัสสาวะคั่ง หรือการติดเชื้อ

อายุวัฒน์ ช่วยดูแลผู้ป่วยที่มีสายสวนปัสสาวะได้อย่างไร

Aryuwat Nursing Home และ Aryuwat Hospice & Rehab Center ดูแลผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยหลัง stroke ผู้ป่วยหลังออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยให้อาหารทางสาย ผู้ป่วยเจาะคอ และผู้ป่วยที่มีสายสวนปัสสาวะต่อเนื่อง

ทีมดูแลช่วยสังเกตปริมาณปัสสาวะ ดูแลความสะอาดสายสวน ลดการดึงรั้ง เฝ้าระวังสายตัน ปัสสาวะคั่ง ผิวหนังเปียกชื้น แผลกดทับ และอาการติดเชื้อ ประสานแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ และช่วยวางแผนว่าผู้ป่วยยังจำเป็นต้องใส่สายสวนต่อหรือควรประเมินการถอดสายเมื่อเหมาะสม

สำหรับครอบครัวที่เจอปัญหา “สายสวนปัสสาวะเล็ด” ซ้ำ ๆ และไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไร การมีทีมช่วยประเมินจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การดูแลปลอดภัยขึ้น

สรุป

สายสวนปัสสาวะเล็ดไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม บางครั้งเกิดจากเรื่องง่าย ๆ เช่น สายพับ ถุงเต็ม หรือถุงอยู่สูงเกินไป แต่บางครั้งอาจเกิดจากสายตัน ปัสสาวะคั่ง กระเพาะปัสสาวะบีบเกร็ง ท้องผูก ตำแหน่งสายไม่เหมาะสม หรือการติดเชื้อ

ญาติควรเช็กเบื้องต้นว่า สายไม่พับ ถุงอยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะ ถุงไม่เต็ม และยังมีปัสสาวะไหลลงถุงหรือไม่ แต่ถ้าเล็ดซ้ำ เล็ดมาก ปัสสาวะลงถุงน้อยลง มีไข้ ปวดท้องน้อย ซึมลง ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรง หรือมีเลือด ควรรีบติดต่อแพทย์หรือพยาบาล

เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้ผ้าอ้อมไม่เปียก แต่คือดูแลให้ปัสสาวะระบายได้ดี ลดความเสี่ยงติดเชื้อ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วย

หากผู้ป่วยของคุณใส่สายสวนปัสสาวะแล้วมีปัสสาวะเล็ด สายตันบ่อย ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรง หรือครอบครัวยังไม่มั่นใจว่าจะดูแลสายสวนอย่างไร
ปรึกษาทีม อายุวัฒน์ เพื่อช่วยประเมินอาการ วางแผนการดูแล และดูแลผู้ป่วยที่มีสายสวนปัสสาวะอย่างต่อเนื่องได้ครับ