โรคหลอดเลือดสมอง (stroke)
ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก
ผศ. น.ท. นพ. สรยุทธ ชำนาญเวช อาจารย์ภาควิชาศัลยศาสตร์ สาขาประสาทศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาวิจัยและตีพิมพ์บทความในปี 2562 ในหัวข้อโรคหลอดเลือดสมอง รู้ได้เร็ว รักษาได้ทัน จากผลการศึกษาพบว่า
ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่ทำให้สมองขาดเลือด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (ischemic stroke)
เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง พบได้ประมาณ 80% หลอดเลือดสมองอุดตันเกิดได้จากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในบริเวณอื่นไหลไปตามกระแสเลือดจนไปอุดตันที่หลอดเลือดสมองหรืออาจเกิดจากมีลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดสมอง และขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดตันหลอดเลือดสมอง ส่วนสาเหตุของหลอดเลือดสมองตีบอาจเกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในการ
ลำเลียงเลือดลดลง
2.หลอดเลือดสมองแตก (hemorrhagic stroke)
พบได้ประมาณ 20% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดมีความ
เปราะบางร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูงทำให้บริเวณที่เปราะบางนั้นโป่งพองและแตกออกหรืออาจเกิดจากหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดปริแตกได้ง่าย ซึ่งอันตรายมากเนื่อง
จากทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างฉับพลันและทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วได้


ช่วงเวลาสำคัญของการดูแล
ไตของผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังหรือไตวายเรื้อรัง จะไม่สามารถทำหน้าที่กำจัดของเสียรวมถึงไม่ สามารถกำจัดน้ำส่วนเกินที่คั่งอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยได้ ทำให้ผู้ป่วยโรคไต เกิดอาการตัวบวมและภาวะไตล้มเหลวได้ พญ. หทัยรัตน์ ผดุงกิจ แพทย์ประจำโรงพยาบาลเปาโล อายุรแพทย์ ชำนาญการด้านระบบประสาทและสมอง ได้ศึกษาและตีพิมพ์บทความในหัวข้อโรคหลอดเลือดสมอง ในปี 2563 เพื่อเป็นการมอบความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองแก่ประชาชน จากผลการศึกษาระบุว่า หลังผู้ป่วยกลุ่มโรคทางสมองผ่านช่วงวิกฤติ ระยะเวลาที่ได้ผลดีในการฟื้นฟูสมองและร่างกาย (Golden Period) คือ ไม่เกิน 3 – 6 เดือนแรกหลังเกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก เพราะสมองสามารถฝึกและพัฒนาได้ดีที่สุด หากผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง สมองจะฟื้นตัวไวและสามารถแสดงศักยภาพที่เหลืออยู่ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามหากผ่าน 6 เดือนไปแล้ว แม้สมองจะมีอัตราการพัฒนาที่น้อยลง แต่ก็ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้เรื่อย ๆ ถ้าได้รับการฝึกอย่างต่อเนื่อง การได้รับการดูแลด้วยบุคลากรหลากหลายสาขาวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด รวมถึงความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ดูแลและญาติในกระบวนการต่าง ๆ ในการดูแลผู้ป่วย ย่อมช่วยฟื้นฟูสมองของผู้ป่วยได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพ
วางแผนดูแลผู้ป่วยสมอง
สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการศึกษาและจัดทำแนวทางคู่มือโรคหลอดเลือดสมอง(อัมพาต อัมพฤกษ์) สำหรับประชาชน ในปี 2556 โดยรวบรวมองค์ความรู้ทั้งจากเอกสารตำราและการถอดประสบการณ์ในการปฏิบัติ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการศึกษาและจัดทำแนวทางคู่มือโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพาต อัมพฤกษ์) สำหรับประชาชน ในปี 2556 โดยรวบรวมองค์ความรู้ทั้งจากเอกสารตำราและการถอดประสบการณ์ในการปฏิบัติจากบุคลากรที่ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อให้ได้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและการดำเนินวิถีชีวิตที่ถูกต้อง โดยในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคทางสมอง แพทย์จะวางเป้าหมายในระยะสั้นและระยะยาวร่วมกับนักกายภาพบำบัด ผู้ป่วย ญาติและผู้ดูแล เพื่อให้การดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยจะมีการประชุมทีมทุกสัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยเป็นสำคัญ โดยจะดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ได้แก่
ด้านร่างกาย
นพ. ทศพร เอกปรีชากุล แพทย์ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ และ อ. ดร. วราภรณ์ คำรส ได้ทำการศึกษาวิจัยในปี 2562 ในหัวข้อโรคหลอดเลือดสมอง ปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบ นพ. ทศพร เอกปรีชากุล แพทย์ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ และ อ. ดร. วราภรณ์ คำรส ได้ทำการศึกษาวิจัยในปี 2562 ในหัวข้อโรคหลอดเลือดสมอง ปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต จากงานวิจัยพบว่าการพักผ่อนหย่อนใจ การออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้โดยการออกกำลังกายลงได้ประมาณร้อยละ 25 – 45 ในทางตรงกันข้ามการที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองไม่ได้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองประมาณร้อยละ 20 เลยทีเดียว โดยการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยกลุ่มโรคทางสมองในด้านร่างกาย มีตั้งแต่การฝึกนั่ง ยืน เดิน ขึ้นลงบันได การเคลื่อนไหวมือและแขน การฝึกทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เช่น การสวมเสื้อผ้า การรับประทานอาหาร การฝึกกลืน การดูแลการนอน การจัดท่านอน การบริหารกล้ามเนื้อและข้อ การฝึกสื่อสารทั้งการพูดและการฟัง
ด้านจิตใจ
การดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคทางสมองในด้านจิตใจมีความสำคัญมาก โดย พ.ต. นพ. อนุวัฒน์ วัลลภาพันธุ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้มีการศึกษาและตีพิมพ์บทความในหัวข้อ ฟื้นฟูผู้ป่วยสมอง ฟื้นคืนชีวิตใหม่ ด้วยรวบรวมจากองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้ดูแล การดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคทางสมองในด้านจิตใจมีความสำคัญมาก โดย พ.ต. นพ. อนุวัฒน์ วัลลภาพันธุ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้มีการศึกษาและตีพิมพ์บทความในหัวข้อ ฟื้นฟูผู้ป่วยสมอง ฟื้นคืนชีวิตใหม่ ด้วยรวบรวมจากองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้ดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคทางสมอง จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคทางสมองมักมีความกังวลจากการสูญเสียสมรรถภาพไปโดยไม่ทันคาดคิด ทำให้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการภาวะซึมเศร้า ขาดการควบคุมอารมณ์ ทำให้โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย ขึ้นอยู่กับพื้นฐานและภาวะของโรคในผู้ป่วยแต่ละบุคคล ดังนั้นการให้กำลังใจ การจัดกิจกรรมสันทนาการ และการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัดจึงเป็นวิธีการดูแลรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากการให้ความรักความเข้าใจและให้กำลังใจ เช่น ชมเชยผู้ป่วยทุกครั้งเมื่อสามารถฟื้นฟูร่างกายได้ หรือผู้ป่วยมีอารมณ์เบิกบาน นอกจากจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนยังเป็นที่รักแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจต่อสู้กับโรคและเกิดความรู้สึกกับตนเองในทางบวก
ผู้ดูแลคือหัวใจ
ผู้ดูแล (Caregiver) คือ หัวใจสำคัญในการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยกลุ่มโรคทาง
สมอง เพราะการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด การปรับบ้านและสภาพแวดล้อมที่
บ้านให้เหมาะกับผู้ป่วยย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากญาติหรือคนในครอบครัวซึ่งการเรียนรู้หลักการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคสมองอย่างถูกต้องจากทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีความชำนาญมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้และพัฒนากระตุ้นสมองให้สร้างเซลล์ใหม่มาทดแทนเซลล์เดิมที่สูญเสียไปได้อย่างมีศักยภาพ
จากผลการศึกษาวิจัยของนายชัชวาล วงค์สารี และนางศุภลักษณ์ พื้นทอง อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ วิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในหัวข้อภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ : การพยาบาลและการดูแลญาติผู้ดูแล ยืนยันได้ว่าการจัดกิจกรรมชะลอการเสื่อมของสมองในรูปแบบโปรแกรมชะลอการเสื่อมของสมองได้จริง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ผู้ดูแลต้องมีคือ ทักษะในการฝึกฝนผู้ป่วย กระตุ้นให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ทำกิจวัตรประจำวัน ทำกับข้าวเมนูง่าย ๆ งานประดิษฐ์ง่าย ๆ ตลอดจนเล่นเกมกระตุ้นความจำ มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองและกล้ามเนื้อของผู้ป่วย นอกจากนี้ผู้ดูแลต้องหมั่นสังเกตสภาพจิตใจและอารมณ์ของผู้ป่วย และสามารถปรับกิจกรรมการฝึกได้อย่างเหมาะสมในช่วงเวลานั้น ๆ โดยผู้ดูแลที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีมีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน
ในช่วงระยะฟื้นฟูของผู้ป่วยกลุ่มโรคสมองก่อนกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านนั้น อายุวัฒน์ เนอร์สซิ่ง โฮม มีความพร้อมด้วยบุคลากร เครื่องมือและอุปกรณ์ในการฝึกที่ครบในทุกขั้นตอนของการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยเป็นตัวช่วยสำคัญในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคสมองในระยะเปลี่ยนผ่านหลังจากผ่านภาวะวิกฤติให้กลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง ซึ่ง อายุวัฒน์ เนอร์สซิ่ง โฮม พร้อมให้การดูแลฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย
แบบองค์รวมอย่างต่อเนื่องพร้อมให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับญาติและผู้ดูแลผู้ป่วย เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเต็มศักยภาพของผู้ป่วยต่อไป
สอบถาม อัตราค่าบริการ , ต้องการคำปรึกษา โทรได้ที่ 0994244566


